กลับไปหน้าข่าวสารและกิจกรรม
ความคิดเบื้องหลังบล็อก Teacherjak
08/03/2560
สำหรับหลายคนที่สงสัยว่าการทำงานในโครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร บทความบางส่วนในบล็อก Teacherjak (teacherjak.blogspot.com) อาจจะช่วยตอบคำถามได้ วันนี้ เรามาพูดคุยกับ จักริน บูรณะนิตย์ หรือ อู๋ หนึ่งในครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 2 และเจ้าของบล็อก Teacherjak แรงบันดาลใจและความคิดของเขาจะเป็นอย่างไร มาติดตามกันได้ในบทความนี้



ก่อนมาเข้าร่วม Teach For Thailand ทำอะไรมาบ้าง
ผมเรียนม.ปลายสายวิทย์คณิต จบจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี แล้วได้เข้ามาศึกษาต่อที่คณะ วิศวกรรมศาสตร์  สาขาไฟฟ้า ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมัยเป็นนิสิต ผมทำกิจกรรมอยู่ในชุมนุมวิชาการ ดูแลกิจกรรมวิชาการของคณะ แล้วก็ออกค่ายสอนเด็กต่างจังหวัด นอกจากนั้นก็เล่นและเขียนบทละครที่คณะ 

อะไรทำให้สนใจมาทำงานเป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ Teach For Thailand
สิ่งที่ทำให้ผลิกผันมาร่วมโครงการฯ เป็นเพราะผมเรียนจบจากจุฬาฯ ใช้ภาษีประชาชนเรียน ซึ่งก็ควรตอบแทนกลับสู่ประเทศ ถามว่าจะตอบแทนเมื่อไหร่ดี ผมว่าตอนนี้ก็เหมาะที่สุดแล้ว ไม่ต้องรอให้เราดีพร้อมแล้วค่อยทำ Give before take  ซึ่งไปๆ มาๆ ผมกลับเจอว่า การทำงานเพื่อคนอื่นก็ให้อะไรกลับมากกว่าที่คิดไว้เยอะ เราทำเพื่อคนอื่นตัวเราเองก็ได้เช่นกัน 

โรงเรียนของ Teach For Thailand ที่อู๋เข้ามาทำงาน เทียบกับที่เคยเจอมาเมื่อตอนไปสอนบนดอยหรือในชนบท มีความแตกต่างอย่างไร
สมัยเป็นนิสิต ผมเคยไปสอนโรงเรียนต่างจังหวัด โรงเรียนก็ถือว่าห่างไกลจากตัวเมืองพอสมควร อุปกรณ์ในห้องเรียนก็ไม่ได้มีอะไรมาก แต่เด็กที่นั่น เขาเต็มใจและตั้งใจจะมาเรียน ส่วนในโรงเรียนขยายโอกาสในโครงการของ TFT สื่ออุปกรณ์ หนังสือเรียน ทีวีต่างๆ มีพร้อมมาก กระดานไวท์บอร์ดอย่างดี บางส่วนผมก็แอบโรงเรียนเอาออกมาใช้ แต่เด็กก็ยังไม่ได้ทุ่มเทกับการเรียน มันทำให้ผมรู้ว่า วัตถุไม่มีชีวิตไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญซะทีเดียวในการส่งเสริมการศึกษา แต่การขาดเป้าหมายในการเรียนส่งผลต่อชีวิตของเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนเสียมากกว่า

ในระหว่างสองปีนี้ มองภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างไร และได้ลงมือทำอะไรแล้วบ้าง พบกับความท้าทายอะไรบ้าง
หนึ่งในภารกิจของการอยู่โครงการตลอด 2 ปี คือการเข้าใจปัญหา ผ่านการพิสูจน์หาข้อเท็จจริงต่างๆ  ผมพยายามสังเกตตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ประถมต้น ประถมปลาย และมัธยมต้น โชคดีที่โรงเรียนผม ครูทำการสอนเต็มที่ ครูไม่ทอดทิ้งห้องเรียนหากไม่จำเป็น แต่ด้วยการบริหารงานที่ยากลำบาก โรงเรียนไม่ได้มีโอกาสให้เด็กนักเรียนได้เลือกเรียนในสิ่งที่สนใจเท่าไรนัก ซึ่งผมก็เข้าใจดีและจะเปลี่ยนแปลงระบบในโรงเรียนคงจะลำบากไม่น้อย ผมก็พยายามนำโครงการเข้ามา พาเด็กออกไปเจอโลกกว้างตามสถานที่ต่างๆ  เพื่อที่จะปิดจุดบอดของความเหลื่อมล้ำเล็กๆ ที่เกิดขึ้น

เมื่อลองทำโครงการเหล่านี้แล้วก็ทำให้เห็นปัญหาใหม่ที่ชัดเจนมากขึ้น นักเรียนยอมแพ้ง่าย เจอปัญหาเล็กน้อยก็หนีปัญหา ผมเติบโตมาในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน มักจะถูกสอนให้สู้ปัญหาไม่ยอมแพ้และขยันอดทน แต่สำหรับเด็กในโรงเรียนที่ผมสอน มันตรงกันข้ามจนถึงที่สุด ยิ่งขยายความเหลื่อมล้ำให้ไปไกลมากขึ้นไปอีก เด็กที่มีทรัพยากรน้อยกลับถอดใจง่าย และยอมรับชะตาชีวิตของตัวเอง 

สิ่งที่ท้าทายอีกอย่างคือ การเป็นครูนั้นไม่ง่ายเลย เรายืนอยู่บนเส้นแบ่งที่เหมือนมีดอันคมกริบของกฎระเบียบ คอยแบ่งแยกในสิ่งที่ถูกและสิ่งที่ผิด การลงโทษเป็นสิ่งที่ถูกตามกฎ แต่การลงโทษทำให้พวกเขาหนีจากการศึกษาไป แต่ถ้าไม่ลงโทษแล้วเราจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร เพราะเด็กหลายคนไม่มีจุดยึดเหนี่ยวทางจิตใจอย่างที่พวกเรามี พวกเขาไม่กลัวที่จะทำให้พ่อแม่เสียใจ เพราะพ่อแม่ก็ไม่ได้รักพวกเขา หรือหลายคนไม่มีพ่อไม่มีแม่ การจะดึงเด็กคนหนึ่งลำพังด้วยความปรารถนาดีมันไม่เพียงพอ ข้อจำกัดเหล่านี้มันท้าทายเราเสมอในทุกวันที่ไปสอน และผมก็ล้มเหลวบ่อยครั้ง 

การเรียนจบสาขาวิศวกรรมศาสตร์มาช่วยเราอย่างไรในการแก้ปัญหาการศึกษาทั้งในภาคเล็ก (ห้องเรียน วิธีการสอน ฯลฯ) และภาพกว้าง (นโยบาย ระบบโรงเรียน ฯลฯ)
วิศวะให้แก่นในการใช้ชีวิตกับผมมาโดยตลอด เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่มักจะรู้กันว่าคนที่จบวิศวะ จะคิดทำอะไรอย่างเป็นระบบมีลำดับขั้นตอน และมีเหตุมีผล ผมพอมีหัวทางด้านนี้ เลยช่วยให้เข้าใจคณิตศาสตร์ได้ลึกมากขึ้น ผมเห็นตัวเลขเป็นภาพ เมื่อพยายามเรียนรู้อยู่ตลอด ก็เลยเกิดวิธีการสอนใหม่ๆ ที่ทำให้เด็กได้คิดและเห็นภาพมากขึ้นบ้าง เรื่องเล็กๆ เช่น กำไรขาดทุน เราจะสอนแบบตายตัวให้เขาทำตามสูตรก็ได้ แต่ถ้าเขาไม่เข้าใจจริงๆ มันก็ไม่อยู่ในระดับใช้งานได้ เวลาเริ่มเข้าสู่บทเรียน เด็กควรจะได้รู้ว่าคณิตศาสตร์ที่จะเรียนนั้นนำไปใช้ทำอะไร  ผมมักจะมีวิธีให้เด็กคิดแปลกๆ เสมอ ซึ่งบางครั้งก็แปลกเกินไปจนโดนเด็กด่า แต่ก็คงช่วยส่งเสริมความจำในระยะยาวให้กับพวกเขาได้

ส่วนใหญ่แล้วผมจะใช้ความเป็นวิศวะในกระบวนการวิทยาศาสตร์ เช่น เวลานักเรียนทำโครงงาน เราสามารถรู้ได้ว่านักเรียนยังไม่ได้เข้าใจปัญหาจริงๆ หรือยังไม่ได้มีความคิดที่เป็นระบบ ผมลองนำความรู้วิศวะมาสอนเด็กบ้างในกลุ่มเล็กๆ เช่นการประกอบวงจรไฟฟ้า แต่ด้วยปริมาณนักเรียนที่มาก นำไปสู่ความสนใจที่หลากหลาย โครงการนี้ก็เลยพับเก็บไว้ก่อน การนำวิศวกรรมศาสตร์เข้ามาแก้ไขปัญหาที่มีคนเป็นตัวแปร ผมว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายไม่น้อย เรามีเทคโนโลยีที่ไปไกลมาก แต่เราจะเอามาเชื่อมกับคนได้อย่างไรนั้นก็ยังคงเป็นคำถามที่ผมถามกับตัวเอง

นอกจากงานสอนแล้วก็เห็นว่าอู๋เขียนบล็อกของตนเองด้วย อยากจะทราบถึงความเป็นมาและแรงบันดาลใจที่สร้างบล็อกนี้ขึ้นมา
ในความตั้งใจแรกเริ่มเดิมที ผมเริ่มเขียน Blog Teacherjak เพราะเห็น Blog TeacherPop ซึ่งคนเขียนเป็นคนที่เคยสอนใน Teach for America มาก่อน ผมเห็นดีเลยทำด้วย แต่ทำในมุมที่ว่า มีไว้เพื่อให้ตัวผมเองจัดระบบความคิดและข้อมูลเป็นหลัก เช่น หลังจากอ่านหนังสือเรื่องนึง ผมก็ถอดประเด็น และแทรกความคิดเห็นของตัวเองเข้าไป บางครั้งไปทำค่ายกับคนอื่นแล้วชอบในบางไอเดียก็เขียนวิเคราะห์กิจกรรมออกมา บางทีเป็นคำถามที่มีเพื่อนถามขึ้นมา ผมก็นำมาเขียนลงบล็อกอีกที เคยมีคนบอกว่าแนะนำหนังสือเกี่ยวกับครูหน่อย ก็เลยเขียนแนะนำหนังสือไปให้ แล้วก็แชร์ให้อ่านกัน บางครั้งสิ่งที่เขียนก็นำไปแปะให้กับเพื่อนเวลามีข้อสงสัย เกมนี้ที่ใช้เล่นฝึกสมองเด็กมันคืออะไร ผมก็ไม่เสียเวลาอธิบายให้ยืดยาวก็ลองเข้าไปอ่านดู


(ตัวอย่างบทความจากบล็อก Teacherjak.blogspot.com)

มีคนสนใจเข้ามาอ่านเยอะไหม มีผู้อ่านแบบไหนบ้าง
ถ้าพูดในเชิงการตลาดของ Blog ผมถือว่าห่วยมาก แต่ก็นั้นหละ ผมเขียนเพื่อตอบคำถามเพื่อนๆ เขียนเพื่อแชร์ประสบการณ์ เขียนเพื่อแลกเปลี่ยนไอเดีย ด้วยความไม่ตั้งใจก็จะมีข้อความเข้ามาเป็นครั้งคราว บางคนเข้ามาเจอ Blog ผมก่อน Teach for Thailand แล้วถามว่าคนต่างชาติทำได้ไหม เขาค้นมาเจอกิจกรรมที่ผมเขียนไว้ตอนก่อนจะเข้าไปสอนในโรงเรียน บางคนทักมาเรียน Growth Mindset จากงานที่ผมเขียนไว้ บางครั้งผมก็เลือกที่จะเขียนสิ่งที่ตัวเองไม่รู้จะได้รู้มากขึ้นก็มี ก็ไม่ค่อยจะกลัวเขียนผิดเท่าไรนัก เพราะถ้าผิดมีคนมาแก้ก็ได้เรียนรู้ แต่ดันไม่ค่อยมีคนมาแก้เผ็ดผมเท่าไรนัก เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ไม่แน่ผมอาจจะเขียนน้อยเกินไป ถ้าถามว่าบล็อกนี้เหมาะกับคนแบบไหน ถ้าเป็นตอนนี้ก็คงเป็นคนที่สนใจด้านการศึกษา หรืออยู่ในวงการศึกษาอยู่แล้วก็มาคอยติดตามอ่านได้ หรืออยากให้เขียนเรื่องอะไรก็ขอเข้ามาได้ สำหรับผมคำถามมันน่าสนใจมากกว่าคำตอบ

ดูจากในบล็อกแล้ว เห็นว่าอู๋ได้ศึกษาอ่านหนังสือเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆในห้องเรียน และลองเอาวิธีการใหม่ๆ มาใช้กับนักเรียนตลอด อยากรู้ว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจให้สนใจวิธีการใหม่ๆ เหล่านี้
สาเหตุที่ผมศึกษาตลอดก็มีอยู่สามเหตุผลด้วยกัน
 
ประการแรก : ผมไม่เชื่อวิธีการสอนในรูปแบบที่ตัวเองเรียนมา เพราะผมก็ไม่มั่นใจว่าตัวเองดีได้เพราะโรงเรียนหรือเรียนพิเศษกันแน่ ผมพยายามค้นหาวิธีการเรียนรู้ที่มันจะเป็นธรรมชาติมากกว่า เหมาะกับเด็กในยุคปัจจุบันมากกว่า 

ประการที่สอง : ผมต้องการทดสอบความเชื่อของตัวเอง ในหลายครั้งที่อ่านหนังสือเกี่ยวกับการศึกษา ผมจะเห็นภาพกว้างของโลกภายนอก และภาพลึกในระดับการสอน ความเชื่อที่เคยยึดถือถูกเปลี่ยนตลอดเวลา เช่น ผมเคยเชื่อว่าเทคนิคการสอนนั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ถูกหักล้างว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่อยู่ภายในครู ความสัมพันธ์ของครูกับนักเรียนนั้นสำคัญยิ่งกว่า ซึ่งทุกวันนี้ผมก็ยังคอยตรวจสอบความเชื่อ กรอบความคิดของตัวเองผ่านหนังสือเสมอๆ 

ประการที่สาม : ผมถูกสอนเสมอว่าเราไม่ได้เป็นคนฉลาด เราต้องพยายามให้มากกว่าคนอื่น ซึ่งผมก็เติมเอาเองว่าความพยายามนั้นต้องบวกกับกลยุทธ์ ซึ่งแต่ละคนมีแตกต่างกันไป ผมเรียนรู้ตัวเองและพบว่าจุดแข็งของตัวเองคือการเรียนรู้ จากการทำแบบทดสอบใน StrengthsFinder ดังนั้นความพยายามของผมคือการเรียนรู้ ถ้าเรามี 100 เราให้นักเรียนได้ 20 ผมเลยพยายามทำให้ตัวเองมี 500 นั้นเป็นกลยุทธ์ของผม บางคนอาจจะใช้กลยุทธ์อื่นเพื่อเพิ่มให้เราถ่ายถอดได้ดีขึ้น



ผมว่าเป็นครูก็ดีอย่างคือ เรียนมาได้ลองใช้เลย ผมอยู่บนกระบวนการเรียนรู้ นำไปใช้อยู่ตลอดเวลา ถ้าอันไหนดีก็จะบอกต่อเพื่อนๆ ให้ไปลองทำ สำหรับผม การเรียนรู้ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่ยังรวมถึง สื่ออื่นๆ การเข้ากลุ่มสัมมนา ทำกิจกรรม ทำค่ายต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมทำอยู่แม้ชีวิตมหาวิทยาลัยจะจบไปแล้ว

---

ได้เห็นมุมมองและแง่คิดของคุณครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงท่านนี้แล้ว หวังว่าผู้อ่านจะได้รับแรงบันดาลใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง สามารถติดตามบทความที่น่าสนใจได้ที่ Teacherjak.blogspot.com