กลับไปหน้าข่าวสารและกิจกรรม
Life on Tour - ได้เที่ยวชัวร์ ครูรับประกัน
21/04/2560
หากให้ลองคิดถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่ประทับใจที่สุดในชีวิตสัก 3 ที่ เพื่อนๆ จะนึกถึงที่ไหนบ้าง? . . .

เชื่อว่าเกือบทุกคนคงนึกออกได้มากกว่า 3 และของหลายคนคงเป็นต่างจังหวัดไกลๆ บางคนก็อาจเป็นต่างประเทศ

แต่สำหรับนักเรียนจากโรงเรียนกลางชุมชนคลองเตย ของครูพิ้งค์ นีติรัฐ พึ่งเดช ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 2 ของทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ คำถามนี้ยากกว่าที่เราคิด

“ในปีการศึกษานี้ เราทำชมรมที่ชื่อว่า Life On Tour เป็นชมรมที่เกิดขึ้นจากความชอบเที่ยวของตัวเองเพราะเชื่อว่าการท่องเที่ยวคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิต เราอยากสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ให้กล้าออกไปลองใช้ชีวิตในโลกกว้าง โดยแพลนไว้ว่าจะเล่าถึงประสบการณ์การท่องเที่ยวของตัวเอง แล้วแลกเปลี่ยนกับเรื่องราวของเด็กๆ”

แต่ความจริงที่ค้นพบหลังจากคาบแรกของชมรม มันไม่ใช่ภาพที่สวยงามอย่างที่คิดไว้เลย

“วันแรกที่เจอกัน เราให้นักเรียนทุกคนเขียนใบสมัครสมาชิกชมรม มีข้อคำถามนึงถามว่า "3 สถานที่ที่เคยไปแล้วประทับใจมากที่สุด" เด็กๆ หยุดอยู่ที่ข้อนี้กันนานมาก นานจนเราสงสัยว่ามีอะไร ท้ายที่สุดเมื่อส่งใบสมัครกันมา คำตอบบางส่วนที่เขียนมาคือ "70 ไร่" "ตลาดคลองเตย" บางรายหนักถึงขั้นเขียนว่า "บ้านตัวเอง"



พอเรียกถาม ก็บอกว่าไม่ได้กวน แต่มันไม่มีสถานที่ให้เขียนจริงๆ ถ้าไม่ใช่คลองเตย ก็เป็นแค่ที่ที่โรงเรียนเคยพาไปทัศนศึกษาเท่านั้น เราสะอึกจนพูดไม่ออก เด็กพวกนี้เกิดมาบนโลกนี้ 13-15 ปีแล้ว แต่สถานที่ที่เค้าเคยไปในช่วงชีวิตนี้นอกจากคลองเตย แค่ 3 ที่ยังเขียนออกมาไม่ได้

มีบางคนเขียนมาว่า "ทะเลบางแสน" แต่พอให้เล่าถึงประสบการณ์ ก็บอกว่าเหมารถสองแถวกันไป หนึ่งวันกินไก่แค่น่องเดียว ตกกลางคืนเอาผ้าใบไปปูนอนกันริมหาด แล้วรุ่งเช้าก็ขึ้นรถกลับบ้าน เพราะไม่มีตังค์เช่าที่พักหรือกินอาหารทะเล เราพูดไม่ออกกับเรื่องที่พวกเขาเล่า เขาเล่าเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดาที่ชีวิตมันจะเป็นแบบนี้ แล้วเอาแต่พูดว่า พวกผมไม่มีตังค์หรอกครู ก็ได้แต่ฟังเรื่องของครูนี่แหละ ผมไม่มีปัญญาไปเที่ยวดีๆ แบบครูได้หรอก . . .

มันไม่โอเคล่ะ เราเลยบอกเด็กๆ ทุกคนว่า สิ้นปีการศึกษานี้ ครูจะพาพวกเธอไปเที่ยวไกลๆ แล้วลองใช้ชีวิตดีๆ แบบที่คนทั่วไปเค้าได้ใช้เวลาไปเที่ยวกัน ครูจะฝึกให้พวกเธอรู้ว่าการเที่ยวแบบดีๆ ที่ไม่ต้องจ่ายแพงเป็นอย่างไร แต่เพื่อความคุ้มค่าของการเดินทาง เราจึงเปลี่ยนทริปนี้ให้กลายเป็นค่ายพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำ และแบ่งหน้าที่ให้เด็กๆ แต่ละคนได้ช่วยกันดูแลค่ายตามความถนัดของพวกเขา มีตั้งแต่ประธานค่าย เหรัญญิก ฝ่ายยานพาหนะ ฝ่ายสวัสดิ์ ฝ่ายสถานที่ และฝ่ายอื่นๆ อีกมากมาย เหมือนตอนเราทำค่ายมหาลัย"



การริเริ่มโครงการเช่นนี้ขึ้นมาในโรงเรียน มีอุปสรรคอย่างไรบ้าง


"ช่วงแรกๆ มันยากมากที่จะฝึกเด็กๆ ให้รับผิดชอบเรื่องเหล่านี้ พวกเขายังคงคิดว่า ค่ายนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ และทุกอย่างเป็นเรื่องที่ยากสำหรับเขา แต่เราก็ทำทุกวิถีทาง ทั้งเชิญเพื่อนๆ นักเที่ยวของเรามาเป็นวิทยากรในคาบ ทั้งแบ่งหน้าที่และคุยความรับผิดชอบกัน จนโครงการมันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เด็กหลายๆ คนที่ปกติไม่ค่อยจะสนใจรับผิดชอบอะไร กลับไปนั่งคิดงานในส่วนที่ตัวเองต้องรับผิดชอบมาส่งเป็นอย่างดี แม้ว่ามันจะไม่เวิร์ก แต่เราได้เห็นความพยายามของเค้ามากถึงขนาดนั้นเป็นครั้งแรก

หลายครั้งที่อะไรหลายๆ อย่างมันยุ่งยากมากจนเราล้า ทั้งการขออนุมัติโครงการกับระบบราชการที่แสนล่าช้า การติดต่อสถานที่ การหางบ แต่แววตาเป็นประกายของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เขียนว่า 'บ้านตัวเอง' ส่งมาในใบสมัครในวันที่เราคอนเฟิร์มว่าค่ายของเราจะจัดขึ้นได้จริงยังคงเป็นหนึ่งในแรงฮึดของเรามาโดยตลอด วันนั้นเขาจับขากางเกงเราแล้วพูดว่า "เราจะได้ไปเที่ยวกันจริงๆ ใช่มั้ยครู" หลังจากนั้น เราตัดสินใจกับตัวเองว่า แม้จะยากแค่ไหน เราก็จะต้องพาพวกเขาไปสัมผัสกับประสบการณ์แบบนี้สักครั้ง เพราะถ้าเราไม่ทำ และเราไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว เราก็ไม่รู้ว่าจะมีใครทำแบบนี้ให้เค้าอีก

บางคนอาจคิดว่า เดี๋ยวมันโตเป็นผู้ใหญ่ มันก็ไปของมันได้เองแหละน่า แต่เราว่าเขาไม่รู้จริงๆ นะว่าการไปเที่ยวเพื่อเรียนรู้โลกและพัฒนาตัวเองมันเป็นอย่างไร และเขาก็ไม่กล้าพอที่จะออกไปเรียนรู้ เพราะชีวิตเขาในแต่ละวันอยู่กับคำว่า 'เป็นไปไม่ได้' เราว่ามันไม่มีอะไรต้องเสียเลย กับการมอบคำว่า 'เป็นไปได้' ให้กับชีวิตของพวกเขาสักครั้ง”

หลังจากการระดมความช่วยเหลือผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ก็มีผู้สนับสนุนต่างๆ เข้ามาให้ความช่วยเหลือ ทั้งพี่ทหารเรือที่ช่วยจัดการเรื่องที่พักและให้เข้าชมเรือรบหลวง ผู้ใหญ่ใจดีที่เชิญเด็กๆไปทานอาหารในรีสอร์ท และผู้สนับสนุนด้านการเงิน Life on Tour Club's Leadership Developmental Camp หรือค่ายพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำของชมรม Life on Tour ก็เกิดขึ้นมาได้ในวันที่ 24 - 26 มีนาคม 2560 ณ กองเรือยุทธการ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี



วัตถุประสงค์ของค่ายคือเพื่อเปิดโลกทัศน์ และสร้างศักยภาพความเป็นผู้นำ ความกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ความเสียสละเพื่อส่วนรวม และการทำงานร่วมกันเป็นทีมให้กับนักเรียนโรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนา เขตคลองเตย โดยมีธีมค่ายจากการ์ตูน One Piece เด็กๆ จึงถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มโจรสลัด 5 กลุ่มไปตามล่าหาสมบัติ

พวกเขาได้ไปชมเรือหลวงจักรีนฤเบศร เรือรบหลวงที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้ของไทย เด็กๆ ได้รับสิทธิพิเศษให้เข้าชมห้องควบคุมการขับเรือ ได้รู้ว่าราชนาวีไทยใช้ชีวิตอยู่อย่างไรบนเรือ และได้เรียนรู้หน้าที่ของเรือรบหลวง ต่อจากนั้นก็เดินทางไปชมเครื่องบินรบที่ปลดประจำการแล้วของกองทัพเรืออย่างใกล้ชิด จากนั้นพี่ทหารเรือยังใจดีเปิดให้เด็กๆ ได้ขึ้นชมเรือหลวงอ่างทอง ซึ่งเป็นเรือยกพลขึ้นบกลำแรกของไทยที่ปกติไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปเข้าชม ข้างในยิ่งใหญ่อลังการมาก เด็กๆ เข้าไปเห็นยุทโธปกรณ์ต่างๆ  

นอกจากเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ เรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์แล้ว โจรสลัดทั้ง 5 กลุ่มต้องแข่งกันทำ Mission เพื่อตามหาชิ้นส่วนของแผนที่ที่จะเอาไปใช้หาสมบัติบนเกาะล้าน โดยภารกิจประจำแต่ละฐานจะอ้างอิงจากการสู้รบแบบโจรสลัด กับชื่อฐานสุดอลังการที่พี่ค่ายช่วยกันสร้างขึ้น เช่น ภารกิจกับดักเพลิงในน่านน้ำ ภารกิจพายุร้ายทลายเรือ ภารกิจท่วงทำนองแห่งมหาสมุทร ภารกิจอาถรรพ์ไข่มุกงาม ภารกิจข้ามมิติเวลาเหนือบาดาล ซึ่งการจะไปทำแต่ละภารกิจก็ต้องไขปริศนาที่ได้รับมาให้สำเร็จด้วย เด็กๆ จริงจังกันมาก ทำภารกิจอย่างเอาเป็นเอาตายแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แววตาทุกคนมุ่งมั่น คาดหวัง และเต็มที่กับทุกอย่างที่ต้องทำ

ในระยะเวลาที่จัดค่ายมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้างไหม

“มีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น เมื่อมีคนคึกคะนองถีบประตูของบ้านพักจนกลอนหัก ความเฮฮาลดฮวบเข้าสู่ความตึงเครียด ปัญหาหลักของเด็กนักเรียนเราคือ การไม่กล้ายอมรับความผิดที่ตัวเองก่อ ก่อนเข้านอนเราจึงเรียกทุกคนมานั่งรวมกันแล้วพูดถึงการรู้จักควบคุมตัวเองและการรักษาสิ่งของส่วนรวมโดยเฉพาะของที่ได้มาฟรีจากน้ำใจของคนอื่นเช่นบ้านพักหลังนี้ รวมถึงบอกว่าการกล้ายอมรับผิดเมื่อตัวเองทำผิดนั้นคือคุณสมบัติอย่างหนึ่งของผู้นำที่เค้าควรได้ติดตัวไปจากค่ายนี้ พูดอยู่สักพักแต่ก็ไม่มีใครยกมือยอมรับ จนเราตัดสินใจปล่อยทุกคนเข้านอน เด็กๆ กลุ่มนึงก็เข้ามาหา แล้วสารภาพว่ากลุ่มตัวเองเป็นคนทำ เรารู้สึกว่าถึงแม้เค้าจะยังไม่กล้ายกมือยอมรับต่อหน้าคนกลุ่มใหญ่ แต่การตัดสินใจมายอมรับในภายหลัง ทั้งๆ ที่เราก็จับคนผิดไม่ได้อยู่แล้ว มันเป็นก้าวเล็กๆ ของการพัฒนาไปสู่ความกล้าเผชิญหน้ากับความจริงที่คนเป็นครูอย่างเราภูมิใจ”

วันต่อมา พวกเขาออกเดินทางไปเกาะล้านกันแต่เช้า เพื่อไปตามล่า One Piece ด้วยการเข้าฐาน Walk Rally ตามแผนที่ที่ได้รับจากคืนแรก แล้วทำภารกิจที่ฐานเหล่านั้น ถ้าทำสำเร็จจะได้รับ Token สะสมเป็นคะแนนกลุ่ม โดยโจรสลัดม.3 จะต้องไปเป็นพี่ประจำฐาน แล้วให้น้องๆ ในกลุ่มเป็นผู้ปฏิบัติภารกิจราวกับว่าเค้ากำลังเป็นโจรสลัดกันจริงๆ ทำภารกิจอยู่บนโขดหินกลางทะเล ในซอกผา บนหาดทราย ซึ่งแม้ว่าจะทั้งร้อนทั้งเหนื่อย เหงื่อโทรมกาย แต่เด็กๆ ก็เลือกให้กิจกรรม Walk Rally บนเกาะนี้เป็นกิจกรรมที่พวกเขาชื่นชอบที่สุด



“หลังภารกิจ เหล่าโจรสลัดก็ได้เข้าสู่การเฉลิมฉลองด้วยอาหารทะเลไม่อั้นที่มีทหารเรือใจดีให้กุ้งทะเลมาเป็นลัง บวกกับหมึกย่างหอมๆ นั่งกินกันเป็นวง เติมแล้วเติมอีก แกะกุ้งให้กัน เอาไปป้อนไปแกล้งกันบ้าง บางคนใจดีเดินไปเติมของให้เพื่อนเป็นพักๆ บรรยากาศน่ารักมาก ไม่เคยเจอความเผื่อแผ่เป็นพี่เป็นน้องกันขนาดนี้ตอนอยู่ในโรงเรียนมาก่อน ทำเอาเราคิดถึงค่ายพัฒน์ของคณะมากเลย”

เนื่องจากสต๊าฟหลักของค่ายเป็นเด็กจิตวิทยาเกือบทั้งหมด กิจกรรมพัฒนาจิตใจจึงถูกจัดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย ครูพิ้งค์แบ่งเด็กๆ กับพี่สต๊าฟออกเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มละ 5-6 คน นั่งคุยกันเป็นวงในห้องปิด มีผู้นำกลุ่มเป็นพี่สต๊าฟที่ใช้ทักษะเบื้องต้นของจิตวิทยาการปรึกษาในการนำกิจกรรม โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้เด็กๆ ได้เห็นถึงคุณค่าของตัวเองด้วยการตกตะกอนสิ่งที่ได้ทำมาในค่าย โดยเฉพาะหน้าที่ของฝ่ายตัวเอง และให้รู้จักมองเห็นถึงคุณค่าของคนอื่นที่ได้ทำงานร่วมกันด้วย นี่คือโอกาสที่เด็กๆ ได้เผยความในใจจากการมาค่ายครั้งนี้

"ผมไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะนำคนอื่นเล่นเกมได้ จริงๆ เป็นคนนำฐานก็ไม่ได้ยากนะ พอลองทำก็ทำได้นะครู ขอบคุณที่ให้โอกาส ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง" - เสือ ม.3 ฝ่ายกิจกรรม

"จริงๆ ผมไม่รู้เลยว่าฝ่ายสวัสดิการคืออะไร เป็นคนคอยเก็บขยะเหรอ ผมเห็นขยะ ผมก็ถือถุงดำเดินเก็บไปเรื่อยๆ แต่สุดท้ายผมรู้แล้วครูว่าฝ่ายนี้สำคัญกับค่ายแค่ไหน" - เอิร์ธ ม.3 ฝ่ายสวัสดิการ

"หน้าที่ของหนูมันไม่ได้มีงานอะไรมากในวันจริง หนูเลยคิดว่าเราควรไปช่วยคนอื่น เพราะฉะนั้นเวลาหนูเห็นคนอื่นทำอะไร แม้จะไม่ใช่งานของหนู หนูก็จะไปช่วยค่ะ" - แจน ม.1 ฝ่ายเหรัญญิก

"ผมมาค่ายนี้ ก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองได้เต็มที่หรอก บางทีขี้เกียจก็ใช้เพื่อนช่วยทำ แต่ผมก็ได้รู้นะว่าผมมีเพื่อนที่ดีแค่ไหน แล้วผมยังได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำเยอะเลย ได้เที่ยวเกาะเป็นครั้งแรก ได้ขึ้นเรือรบครั้งแรก ได้นั่งเรือข้ามเกาะเป็นครั้งแรก ได้เล่นน้ำทะเลกับคนเยอะๆ เป็นครั้งแรก ได้ลองคุยกับคนที่ไม่ชอบขี้หน้า แล้วก็รู้ว่าจริงๆ เค้าก็ดีนะ ผมขอบคุณครูมากนะ ครูสู้เพื่อพวกเรามากเลย ตอนแรกจะไม่ได้เล่นน้ำทะเลก็ได้เล่น ได้ทำอะไรตั้งเยอะแยะ ขอบคุณมากครับ" - คม ม.1 ฝ่ายพัสดุ

"ผมได้ฟังเรื่องราวของพี่คนนึงในค่าย แล้วผมคิดว่าผมจะโตขึ้นไปเป็นเรือลำใหญ่กว่าตอนนี้ให้ได้ครับ" - โบ๊ท ม.3 ฝ่ายกิจกรรม

"หนูอยากจะบอกว่าขอบคุณครูมาก หนูดีใจที่ได้มาค่ายนี้จริงๆนะ (พร้อมกับน้ำหยดจากตาติ๋งๆ)" - ตอง ม.2 ฝ่ายสถานที่



นี่คือเรื่องราวของการเดินทางที่สร้างแรงบันดาลใจของเด็กกลุ่มหนึ่ง การก้าวสู่การเป็นผู้นำของพวกเขาไม่ได้เกิดได้แค่ในโรงเรียนหรือในชุมชนของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังเกิดได้ทุกที่หากพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงมุมมองที่มีต่อเอง ศักยภาพของพวกเขา รอวันที่จะได้รับการเติมเต็มจากผู้ใหญ่ใจดีทั้งครูและผู้สนับสนุนจากทุกภาคส่วนในสังคม