กลับไปหน้าข่าวสารและกิจกรรม
สนุกเรียน สนุกรู้ ควบคู่การเปล่งแสง | ปิยะฉัตร ศรีจันทร์ (ครูเปอร์)
07/08/2560


เคยไหม.. ที่คุณรู้สึกว่า อยากเรียนกับครูคนนี้ สมัยเราน่าจะมีห้องเรียนแบบนี้ และอยากเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศการเรียนเช่นนี้ ฯลฯ ห้องเรียน “ครูเปอร์” ปิยะฉัตร ศรีจันทร์  ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่น 2 ของเด็กๆ โรงเรียนชุมชนประชาธิปัตย์วิทยาคาร คือหนึ่งในห้องเรียนของครู ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ ที่อาจทำให้คุณรู้สึกแบบนั้น เพราะทุกคาบเน้นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม ไม่เน้นการท่องจำแต่นำบทเรียนไปปรับใช้ไม่ได้ ในห้องเรียนห้องนี้ ครูเปอร์เน้นการใช้สื่อง่ายๆ สร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเข้าถึงได้ง่าย ด้วยความเชื่อมั่นว่าเมื่อเด็กๆ รู้สึกสนุก วัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่วางไว้ย่อมบรรลุได้ไม่ยาก

ครูเปอร์คิดหาสื่อการสอนมาจากไหน
มีคนถามคำถามนี้หลายคนมาก ส่วนตัวแล้ว เปอร์ไม่ใช่คนสาย Data ที่ถนัดหาข้อมูลจากยูทูปหรืองานวิจัย จุดเริ่มต้นในการคิดหาสื่อการสอนจึงเกิดจากการตั้งวัตถุประสงค์ก่อน จากนั้นไอเดียปิ๊งแวบก็มักเกิดขึ้นตอนนอน หรือตอนที่สมองผ่อนคลายเต็มที่ นอกจากนี้ ที่คิดหาสื่อการสอนแบบใหม่ๆ ได้เรื่อยๆ ส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ด้วย เปอร์เติบโตมากับการเล่นเพื่อเรียนรู้และการเรียนผ่านเกม จุดเริ่มต้นคือครอบครัวต้องย้ายหลายที่เนื่องด้วยหน้าที่การงานของคุณพ่อ ท่านจึงพิจารณาว่าหากต้องย้ายโรงเรียนบ่อยๆ คงจะไม่ดีแน่ คุณพ่อคุณแม่จึงเลือกที่สอนหนังสือให้ลูกเองตั้งแต่เปอร์ยังเด็กจนถึง ป. 6 ก่อนจะสอบวัดระดับเข้าเรียนในระบบตอน ม. 2

ครั้งแรกที่เจอนักเรียน เป็นอย่างไรบ้าง
ด้วยบุคลิกของครูเองที่ค่อนข้างจะมีความเป็นหัวโจก พอมาเจอนักเรียนที่หัวโจกบ้างจึงเกิดท้าทายกัน นำไปสู่การเรียนรู้หลายอย่างว่า มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ครูมาถึงแล้วสั่งๆๆ เด็ก  ช่วงแรกๆ ที่มาเป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงนั้นเจอประสบการณ์ค่อนข้างโหด มีนักเรียนมาแกล้ง แสดงกิริยาก้าวร้าว ส่งเสียงดังในชั้น 


จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นตอนที่นักเรียนห้องหัวโจกลงแข่งขันฟุตบอล ครูก็ริเริ่มทำป้ายไวนิลไปเชียร์นักเรียนเตะบอล ทีนี้นักเรียนเกิดจะต่อยกัน แล้วครูเปอร์เข้าไปขวางและช่วยเคลียร์ให้ แววตาของเขาจึงเปลี่ยนไปตั้งแต่นั้น เขาแสดงความห่วงใยเรา มาไถ่ถามว่า ครูเป็นอะไรหรือเปล่า หลังจากนั้นก็สังเกตว่าเด็กดูมีความพยายามในการเรียนมากขึ้น เขาก็ยังไม่ทำตามทันทีเวลาเราเราสอนนะ แต่จะค่อยๆ แอบทำ (หัวเราะ)

ส่วนใหญ่แล้วเด็กนักเรียนเผชิญปัญหาแบบใด
ส่วนใหญ่มีปัญหาครอบครัว พ่อแม่ใช้ความรุนแรงในบ้าน สำหรับเด็ก ม. 1 แล้วครอบครัวยังมีอิทธิพลสำคัญอยู่ ส่วนเด็กวัยที่โตขึ้นมา สังคมเพื่อนจะมีอิทธิพลมาก 


ครูรับมืออย่างไรกับเด็กๆ นับร้อยที่ต่างบุคลิกต่างที่มา
ใช้วิธีวางกับดักคำถาม กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น และสร้างบรรยากาศการเรียนสนุกๆ เป็นกันเอง ครูพบว่าเด็กนักเรียนหญิงตอนอยู่ในห้องดูเรียบร้อย แต่นอกห้องมีชีวิตอีกแบบหนึ่ง จึงพยายามเข้าถึงโลกของเขาด้วยการ “แชร์โลก” ของตัวเองก่อนผ่านเฟสบุ๊คแอคเคาท์จริง ครูเลือกใช้วิธีพูดคุยอย่างเปิดใจ ทำให้เวลามีเรื่องอะไรเด็กจะเข้าหาเราก่อน ในหลายๆ เรื่อง ครูไม่สามารถชี้นำเขาได้ว่าทางเลือกของเขาไม่ดี ครูจึงใช้วิธีให้คำแนะนำเรื่องการป้องกันตนเอง และแนะนำว่า ต่อไปถ้ามีทางเลือกอื่นในชีวิต จงเลือกทางที่ดีกว่านะ

ครูยึดหลักว่า “ถ้าเราเปิดใจก่อน เขาจะยอมเปิดใจจูนกับเรา” ถ้าเป็น นักเรียนหญิงกับครูจะจูนกันติดด้วยหัวข้อความรัก ถ้าเป็นเด็กผู้ชายจะจูนกันด้วยเกม ใช้ทริกคือวางเกมไว้บนเดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์ พอเปิดหน้าจอมาในห้องเรียน เด็กก็จะถามว่า “อุ๊ย ครูเล่นเกมนี้ด้วยหรือ” ทีนี้เขาก็เริ่มรู้สึกแล้วว่า เราคือพวกเดียวกับเขานะ เราแชร์โลกกันนะ

ครูวัดผลการเรียนรู้อย่างไร และเด็กๆ มีผลการเรียนดีขึ้นไหมหลังจากใช้เกมเป็นสื่อการสอน
ครูวัดผลด้วยการสอบมิดเทอม 20% สอบไล่ 30% สอบเก็บคะแนนสามครั้ง 20% (สอบทุกสองสัปดาห์) คะแนนการเขียนสมุดไดอารี 15% และสอบสอนหน้าชั้นอีก 15% ซึ่งเด็กๆ ชอบมาก เพราะตื่นเต้นกันทั้งครูทั้งนักเรียน


ครั้งแรกที่สอบข้อเขียน เด็กตกกันระเนระนาดเพราะไม่ชินการสอบแบบนี้ ครูเลยเน้นข้อสอบที่โจทย์ไม่ยากแต่เปิดกว้างให้นักเรียนเขียนอธิบายเหตุผลได้ และยังใช้วิธีจับบัดดี้ช่วยกันสอบ พอท้ายเทอมปรากฏว่าผลสอบ Diagnostic test ดีขึ้นประมาณ 60-70%

คะแนนสมุดไดอารีคืออะไร ทำไมต้องเขียน
เริ่มต้นจากเด็กๆ มีปัญหาสมุดหายบ่อยมาก ครูเลยลองคุยกับเด็กจนเข้าใจว่า อ๋อ เพราะเขาไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นสมุดของเขา ครูเลยให้ออกแบบสมุดจดเอง เริ่มต้นจากหน้าแรกให้เขียนเป้าหมาย จบ ม. 3 แล้วเด็กๆ อยากเป็นอะไร หน้าสองให้แนะนำตัวเองด้วยวิธีการแปลกใหม่ หน้าสาม ให้เขียนจดหมายถึงตัวเองในอนาคต เมื่อจบ ม. 1 เราจะมาเปิดอ่านพร้อมกัน หน้าต่อๆ ไปเขียนสิ่งที่ต้องทำ นอกจากนี้ ทุกวันจันทร์ก็จะให้เด็กๆ เขียนเป้าหมายของสัปดาห์นั้นๆ สัปดาห์นี้เราจะคุยกับใครบ้าง เรื่องอะไร เพื่อส่งเสริมทักษะมนุษยสัมพันธ์ให้เด็กๆ พอเข้าสู่บทเรียนก็จะมอบหมายให้เด็กๆ เขียนสามหัวข้อ หนึ่งคือเขียนว่าวันนี้เรียนรู้อะไร ให้นักเรียนสรุปเอง สองคือวันนี้รู้สึกอย่างไรกับคาบนี้บ้าง และสามคือ วันนี้มีอะไรอยากแนะนำครู พอหมดคาบ เด็กๆ ก็จะนำสมุดมาส่ง มีบ้างที่ขอนำไปเขียนต่อที่บ้าน ผลลัพธ์คือสมุดไม่เคยหายอีกเลยเพราะเด็กรู้สึกว่าสมุดนี้เป็นของเขาจริงๆ

ประสบการณ์แบบใดที่ได้รับจากโครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลง

นอกจากความเปลี่ยนแปลงของตนเองและเด็กๆ แล้ว ครูเปอร์พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้นในโรงเรียน
ครูรอบตัวหันมาใช้สื่อการสอนมากขึ้น หลังจากสังเกตเห็นว่าห้องเรียนเราสนุก ก็จะมีคุณครูมาถามขอคำแนะนำว่าใช้สื่ออะไรอย่างไรดี

นอกจากการเรียนการสอนในห้องแล้ว เด็กๆ ได้เรียนรู้นอกห้องเรียนด้วยหรือเปล่า
เปอร์ ครูลูกปลา ครูพัด ร่วมกันก่อตั้งชุมนุมวัคซีนชีวิต เมื่อปี 2559 โดยมีจุดประสงค์คือสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ ส่งเสริม Soft skill ให้เขาและเน้นการคิดการตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์ มีนักเรียนเข้าร่วมทั้งหมด 25 คน บางทีก็เชิญวิทยากรข้างนอกมา เช่น เชิญอาจารย์ปรัชญามาสอน เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนตั้งคำถามกับชีวิต ซึ่งผลตอบรับดีมาก มันมาก เราตั้งคำถามกันในหัวข้อที่เขาเชื่อมโยงได้ เช่น ผู้ใหญ่เขาคุยอะไรกัน ทำไมต้องรักเดียวใจเดียว ฯลฯ

นอกจากนี้ ก็เคยพานักเรียนออกไปข้างนอก พาไปนิทรรศการ dialogue in the dark ที่จำลองให้เราเป็นคนตาบอด เราทดลองให้นักเรียนเล่นเกม รอบแรกคือลองปิดตาแล้วให้เพื่อนบอกทาง ผลออกมาคนคนทิ่ปิดตาเดินแบบสะเปะสะปะมาก ต่อมารอบสอง ลองให้นักเรียนช่วยนำทางให้เพื่อน รอบสาม เราเตรียมเชือกแล้วให้นักเรียนที่ปิดตาคลำเชือกเดินไปเองเพื่อกระตุ้นให้เด็กฉุกคิดว่า วิธีแบบไหนที่แก้ปัญหาได้ยั่งยืนที่สุด กลับมาจากนิทรรศการนั้น เด็กๆ ก็รู้สึกมีไฟและตระหนักในคุณค่าของตนเองมากขึ้น

เด็กๆ จะมีธรรมชาติของเขา แล้วครูเปอร์รับมืออย่างไร
ครูจะถามตรงๆ ว่านักเรียนมีปัญหาอะไร หากเด็กก้าวร้าว เอาแต่เล่นโทรศัพท์ ครูจะถามเพื่อให้เขาอยู่กับตัวเองก่อนว่าตัวเองเป็นอะไร เด็ก ม. 1 ส่วนใหญ่จะพลังเยอะ เด็กพลังร้อย ครูจึงต้องมีพลังสองร้อย ต้องหาอะไรมาดึงพลังให้น้อยลง เพื่อให้เขาโฟกัสกับบทเรียน อยากให้สนุกแต่ให้พอดีๆ ส่วน ม. 3 เป็นสายซึม เพราะโตแล้ว ฐานหัวจะมากกว่าฐานกาย เพราะฉะนั้นครูก็เพิ่มพลังให้เขา ส่วน ม. 2 จะอารมณ์สวิง เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อมาก ถ้าไปต่อได้ก็ได้ ถ้าผ่าน ม. 2 ได้ก็จะรอด ม. 3

เด็กบางคนอยากแสดงความรู้สึกแต่ไม่รู้จะแสดงอย่างไร เพราะไม่รู้จักการแสดงความรู้สึกดีๆ ไม่เคยเห็นต้นแบบพฤติกรรม ครูอยากทำกิจกรรมให้เด็กเรียนรู้การแสดงความรู้สึกดีๆ ตอนสอน ม.1 จึงเริ่มคาบเรียนด้วยการกอดกัน จบคาบด้วยการปล่อยพลัง ส่งเสียง “เย้!” ให้เขารู้สึกว่า นี่คือการเริ่มต้นที่ดี ส่วน ม.2 – 3 จะเน้นการนั่งคุย การสนทนาและการเขียน โดยให้นักเรียนจับสลากชื่อเพื่อนขึ้นมา แล้วให้พูดข้อดีของเพื่อนคนนั้นโดยไม่บอกชื่อ พอจบคาบค่อยไปบอกเพื่อนคนนั้น 


ครูจัดสรรการเรียนการสอนอย่างไรให้เด็กๆ ได้ครบ ทั้งวิชาการและทักษะที่จำเป็น
ครูตั้งโจทย์ให้เด็กๆ มีความแข็งแกร่งทางอารมณ์ก่อน  คิดภาพว่าอยากสร้างห้องเรียนที่เป็นอย่างไร แล้วจึงเตรียมสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ เริ่มแบบนี้ก่อนแล้วค่อยนำเรื่องวิชาการตามเข้ามา

แล้วครูมีวิธีจัดการความเครียดของตนเองอย่างไร
ใช้วิธีเดินทางบำบัด แต่หลังๆ มานี้เดินทางน้อยลงเพราะรู้ทันความเครียด รู้เท่าทันอารมณ์มากขึ้นเลยจัดการได้ไว เริ่มจากการไปเข้าเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการวิเคราะห์ใจ ฟังเสียงในใจตัวเอง ตอนนี้เลยไม่ต้องเดินทางจริงๆ เท่าไหร่แล้ว แค่พาใจเราเดินทาง

กำลังจะจบโครงการในอีกไม่ถึงสองเดือนนี้ แล้วเด็กๆ ว่าอย่างไรบ้าง
ครูพยายามบอกเด็กว่า เราจะมีโอกาสได้เจอกัน นัดมาสิ ครูบ้านอยู่คลองสี่เอง ครูชอบเล่าความฝันของตนเองให้เด็กฟังว่าครูอยากไปล่าแสงเหนือนะ ที่ฝันอยากไปล่าแสงเหนือเพราะเคยดูหนังเรื่อง Frequency ตอน ม.3 แสงเหนือทำให้เราติดต่อกับคนที่ตายไปแล้วได้ ครูเองคุณพ่อเสียไปแล้ว เลยอยากไปเห็นแสงเขียวๆ นี้สักครั้ง ครูก็เล่าว่าตนเองเตรียมตัวอย่างไร เก็บเงินอย่างไร จนสุดท้ายพอบอกเด็กๆ ว่า ครูกำลังไปเดือนตุลานี้ เด็กๆ ตื่นเต้นมากว่า “ครูทำได้แล้วเหรอ ครูจะไปแล้วเหรอ!” เรื่องนี้ทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ว่า ถ้ามีฝันแล้วมีความพยายาม เราจะทำได้สำเร็จทุกฝัน ครูบอกนักเรียนว่า ที่ครูไปได้เพราะนักเรียนยอมฟังครูโม้เลยนะเนี่ย 

เด็กส่วนใหญ่สัมผัสครูในมุมเพอร์เฟ็คท์แล้ว เด็กมักมองว่า ชีวิตครูดีอยู่แล้ว ไม่มีเรื่องยาก แต่พอเราเล่าส่วนแหว่งเว้าของชีวิตเราให้เขาฟัง เด็กจึงรับรู้ว่า เออว่ะ ทุกคนก็ไม่ได้พร้อม ครูเองก็มีปัญหาและความแหว่งเว้าอะไรบางอย่างเช่นกัน แต่ครูไม่ยอมละทิ้งความพยายามนะ

หลังจบโครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลง ครูเปอร์คิดอยากทำอะไรต่อ
ช่วงนี้นอกจากการสอนนักเรียนในวันธรรมดาแล้ว วันหยุดครูก็จะทำงานจิตอาสาตลอด ตอนนี้เลยคิดว่าหลังจบโครงการอยากจะจัดเวิร์กช็อปเพื่อลับเครื่องมือที่เรามีอยู่ให้คมยิ่งขึ้น แล้วก็คิดไว้ว่าอยากเรียนต่อปริญญาโทที่นิด้า ด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพราะได้แรงบันดาลใจจากรุ่นพี่ที่เจอกันตอนทำงานจิตอาสา เครื่องมือเขาคมมาก เลยเกิดความประทับใจ

ทำงานทุกวันขนาดนี้ ครูเปอร์เอาพลังงานมาจากไหน 


ครูวางแผนสร้างการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวไว้อย่างไรบ้าง

ส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบการเดินทางเพราะการเดินทางทำให้เราเติบโต จึงเริ่มมองหาว่าการเดินทางสร้างรายได้อย่างไร และเป็นที่มาของการคิดทำกิจการเพื่อสังคมที่เกี่ยวกับการเดินทางบำบัด ออกแบบการเดินทางให้กับครอบครัว เริ่มต้นด้วยการพูดคุยกัน กำหนดภารกิจให้ทำด้วยกัน ให้ผ่านความยากลำบากด้วยกัน ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงคิดวางแผนอยู่เลยค่ะ ที่อยากทำงานด้านครอบครัวและเด็กต่อไปเพราะส่วนตัวแล้วชอบทำงานกับเด็ก วัยเด็กเป็นวัยที่เติมเต็มความสุขของเปอร์มากที่สุด ขณะอยู่กับเด็ก เราไม่ต้องสนใจว่าเราอายุเท่าไหร่ เราเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ การทำงานกับเด็กมันมอบความสุขให้กับเรา

รางวัลของการทำงานสองปีที่ผ่านมาคืออะไร
มีครั้งหนึ่ง นักเรียนที่เราเคยสอนกำลังจะขึ้น ม. 3 และจะไม่ได้เรียนด้วยกันอีก เขามาพูดกับเราว่า “ผมเข้าใจความพยายามของครูแล้วนะ” เรารู้สึกเลยว่า งานเราสำเร็จเมื่อความพยายามของเราได้ถูกส่งต่อถึงเขา ไม่ว่าความพยายามนั้นจะอยู่กับเขานานหรือไม่ก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยในช่วงชีวิตหนึ่ง ตอน ม. 1 เราเป็นส่วนหนึ่ง ที่ได้สร้างทางเลือกให้ชีวิตของเด็กๆ

ฝากถึงคนที่สนใจการศึกษาไทยและคนที่สนใจโครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลง

สนามที่ได้มาสัมผัสในโรงเรียนนี้ยอมรับว่าสาหัส อย่าถามว่าสาหัสแค่ไหนหนักแค่ไหน แต่ให้ถามตัวเองว่า จะผ่านมันไปได้ไหม ที่นี่เปิดโอกาสให้เราท้าทายตัวเองในทุกวัน เพราะเด็กเปลี่ยนไปทุกนาทีจากปัญหาที่เขาเจอจากที่บ้าน



---------------------------------