กลับไปหน้าข่าวสารและกิจกรรม
Institute 2017 | ถอดรหัสปัญหา ศึกษาต้นแบบความสำเร็จ
23/08/2560


กิจกรรมศึกษาดูงาน “โครงการปลูกป่า สร้างคน บนวิถีพอเพียง รักษาต้นน้ำ บรรเทาอุทกภัย” จ. น่าน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมของครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 4  ในวันที่ 23-24 สิงหาคมนี้ ประกอบด้วยกิจกรรมหลักๆ ได้แก่ กิจกรรมการเดินแปลงป่าเศรษฐกิจบ้านน้ำช้าง กิจกรรม
พูดคุยกับอาสาพัฒนา ผู้นำชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ตลอดจนกิจกรรมสำรวจชุมชนและโรงเรียน

แปลงป่าเศรษฐกิจบ้านน้ำช้างมีภูมิประเทศที่สลับซับซ้อนสูงชัน มีระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 3-4 ชั่วโมง (ตามสภาพร่างกาย) ระหว่างเดินป่าและฟังบรรยายโดยเจ้าหน้าที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ครูผู้นำฯ ได้รับโจทย์ให้ศึกษาเปรียบเทียบว่า
  1. หากทฤษฎีปัญหาของ ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ นั้นว่าด้วยปัญหาการศึกษาที่เกี่ยวเนื่องเป็นลูกโซ่ และทฤษฎีที่เราใช้แก้ปัญหาคือ การสร้างเครือข่ายผู้นำที่ทำงานร่วมกันอย่างแข็งขันจากทุกภาคส่วน แล้วทฤษฎีปัญหาและการแก้ไขของดอยเปียงก่อ ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และปิดทองหลังพระ ใช้เพื่อแก้ปัญหาอย่างตรงจุดนั้นเป็นอย่างไร
  2. ปัจจัยใดที่สามารถทำให้ชุมชนมาร่วมสร้างวิสัยทัศน์เดียวกัน
ระหว่างเดินสำรวจแปลงป่าเศรษฐกิจ สิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนคือ พืชเศรษฐกิจ ทั้งกาแฟ มะม่วงหิมพานต์ กล้วย ต้นก๋ง จามจุรี ฯลฯ ที่ชาวบ้านปลูกสลับกับข้าวโพด อดีตพืชเชิงเดี่ยวที่กลืนกินภูเขาสุดลูกหูลูกตา ทำให้ค่อยๆ เห็นภาพมากขึ้นว่า ทฤษฎีการแก้ปัญหาที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และปิดทองหลังพระใช้อย่างเห็นผลคือ
  • “การสร้างป่า” ทำให้ชุมชนเห็นประโยชน์ของการมีป่า เพราะป่าไม้ช่วยรักษาต้นน้ำไม่ให้แล้งในหน้าแล้ง และกันน้ำท่วมในหน้าฝน
  • “การดูแลปากท้อง” ด้วยการแนะนำพืชเศรษฐกิจต่างๆ ที่สร้างรายได้ให้ชาวบ้านได้ดีกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว
  • “การสร้างระบบน้ำ” สร้างฝายชะลอน้ำไว้ใช้ยามแล้ง 
  • “การดูแลป่า” ทำแนวกันไฟ และให้ชาวบ้านช่วยกันเฝ้าระวังดูแล 
วิธีแก้ปัญหาทั้งหมดนี้สร้าง “ความรู้สึกเป็นเจ้าของ” ให้ชาวบ้านตระหนักถึงประโยชน์จากผืนป่า และหันมาช่วยกันดูแล หากตั้งข้อสังเกตจะพบว่า ป่าเศรษฐกิจ ไร่กาแฟ ไม่เคยมีไฟไหม้ที่ใดเลย เหตุผลชุมชนเล็งเห็นประโยชน์โดยตรงจากป่าและรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของที่ต้องใส่ใจดูแลสมบัติของตนนั่นเอง

หลังจากเดินป่าแล้ว คณะผู้นำการเปลี่ยนแปลงยังได้ฟังบรรยายจากผู้ใหญ่กานต์ แห่งบ้านน้ำช้าง-น้ำรี ต. ขุนน่าน จ. น่าน ทำให้เราได้เห็นความสำเร็จของโครงการปลูกป่า สร้างคนฯ ได้ยิ่งชัดเจนขึ้น และตระหนักในความแข็งแกร่งของชุมชนที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน 

ล้อมวงพูดคุยกับ "ชุมชน" บุคคลเบื้องหลังความสำเร็จ
หลังการลงพื้นที่สำรวจความเปลี่ยนแปลงของบ้านน้ำช้างที่ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการปลูกพืชเศรษฐกิจ ไปพร้อมๆ กับการสร้างป่า ระบบน้ำและการดูแลป่าแล้ว ในช่วงบ่าย ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่น 4 ยังได้มีโอกาสล้อมวงพูดคุยกับอาสาพัฒนา ผู้นำชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่จากโครงการปลูกป่า สร้างคนฯ เพื่อทำความเข้าใจว่า ผู้คนที่มีพื้นหลังที่แตกต่างกันสามารถมาร่วมกันทำงานโดยมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายเดียวกันได้เพื่อร่วมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน  ก็ด้วยการให้ชุมชนเป็น “เจ้าของการพัฒนา” อย่างแท้จริง

ทำอย่างไรชุมชนจึงจะเป็นเจ้าของการพัฒนาที่แท้จริงได้
คุณจอน คุณหนูและหนานวิ ตัวแทนเจ้าหน้าที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้มาช่วยตอบข้อสงสัยของเราว่า ชุมชนจะเป็นเจ้าของการพัฒนาที่แท้จริงได้ก็ด้วยการกระจายความมีส่วนร่วมให้ชุมชน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และปิดทองหลังพระ เริ่มต้นเข้ามาทำงานในชุมชนในบทบาทและแนวทางที่ต่างจากหน่วยงานอื่นๆ ทั้งสองมูลนิธิไม่ได้เข้ามาพร้อมแนวทางของตนเอง แต่พยายามเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ให้เหมาะกับบริบทของชุมชน

ในเบื้องต้นที่มูลนิธิฯ ยังไม่สามารถทำให้ทุกครัวเรือนเข้าใจการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ได้ทั้งหมด จึงใช้วิธีคัดสรรคน “หัวไว ใจสู้” เข้ามาเป็น “ผู้นำ” เสียก่อน เมื่อคนกลุ่มนั้นทำสำเร็จ คนอื่นๆ ในชุมชนจะค่อยๆ ตามเข้ามามีส่วนร่วม โดยมูลนิธิฯ จะเลือกชุมชนที่อยากมีส่วนร่วมในการทำงานไม่ต่ำกว่า 70-80% เพื่อให้เกิดการ “ระเบิดจากข้างใน” อย่างแท้จริง และแม้จะประสบปัญหาทั้งด้านภาษาและสังคม มูลนิธิฯ ก็ให้ชาวบ้านในชุมชนได้มีส่วนร่วมเป็น “ตัวต่อ” เป็นล่ามสื่อสารพูดคุย สร้างความเข้าใจที่ตรงกัน อันนำไปสู่ความเชื่อมั่นในที่สุด เช่นเดียวกับการสำรวจพื้นที่ ซึ่งไม่มีใครจะทำได้ดีไปกว่าคนในพื้นที่เอง ทางมูลนิธิฯ จึงคัดสรรอาสาพัฒนา ซึ่งเป็นเยาวชนประจำหมู่บ้าน ทำหน้าที่เป็น “ตัววิ่ง” ลงสำรวจพื้นที่เพื่อจัดทำแผนที่และเข้าหาทุกฝ่ายเพื่อสร้างความร่วมมือกัน

หนึ่งในความตั้งใจของผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการ หมู่บ้านบวกหญ้า ที่บอกเล่าให้เราตระหนักถึงจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และปิดทองหลังพระ ในการทำให้ชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมดูแลผืนป่าต้นน้ำแห่งนี้ นับตั้งแต่เริ่มลงพื้นที่ในปี 2552 จวบจนปัจจุบัน หลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะด้าน “ความเพียร การปลูกป่าในใจคน และการระเบิดจากข้างใน” ใช้เวลาไม่ถึงสิบปีนี้ในการพิสูจน์ผลลัพธ์  และนำมาซึ่งความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของชุมชนต่อเจตนาของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และปิดทองหลังพระที่ว่า  การปลูกป่าไม่ใช่แค่นโยบายของภาครัฐที่ไม่เกี่ยวข้องกับปากท้องของชาวบ้าน แต่มีผลโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่และอนาคตของลูกหลานของพวกเขา ปัจจุบัน ชุมชนไม่เพียงแต่ประจักษ์แก่สายตาถึงความเติบโตของป่าเศรษฐกิจ ลำห้วยที่ไม่กัดเซาะตลิ่ง น้ำกินน้ำใช้ที่ไม่แห้งหายไปในหน้าแล้ง แต่พวกเขายังเริ่มมีแผนที่จะสืบทอดความรักป่าและบ้านเกิดนี้ต่อไปให้ลูกหลาน 



แม้การเดินทางของครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง โครงการ ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ รุ่นที่ 4 เพื่อเรียนรู้กระบวนการพัฒนาตาม “ตำราแม่ฟ้าหลวง” ที่โครงการ
“ปลูกป่า สร้างคน บนวิถีพอเพียง รักษาต้นน้ำ บรรเทาอุทกภัย” จังหวัดน่านในครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2560 แต่กระบวนการขับเคลื่อนการพัฒนาที่เน้นการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นบทเรียนที่ยั่งยืนและล้ำค่าจากดอยเปียงก่อ ซึ่งครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงทุกคนได้นำติดตัวลงมา เพื่อนำไปปรับใช้ในการทำงานกับโรงเรียนและชุมชนต่อไป นี่คือจุดเริ่มต้นของการอบรมเตรียมความพร้อมครูผู้นำฯ รุ่นที่ 4 ซึ่งยังคงดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2560 ก่อนที่ครูผู้นำฯ จะแยกย้ายกันเข้าสู่สนามจริงเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับโรงเรียน สังคม และประเทศชาติ
 

--------------------------------------------------------------------------------
กิจกรรมการเดินสำรวจแปลงป่าเศรษฐกิจบ้านน้ำช้าง 
กิจกรรมการสำรวจโรงเรียนกิ่วจันทร์
กิจกรรมสำรวจโรงเรียนที่บ้านห้วยกานต์
กิจกรรมสำรวจชุมชนบ้านบวกหญ้า

ส่วนหนึ่งของกิจกรรมศึกษาดูงาน “โครงการปลูกป่า สร้างคน บนวิถีพอเพียง รักษาต้นน้ำ บรรเทาอุทกภัย” จ. น่าน เพื่ออบรมเตรียมความพร้อมของครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 4 ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ #TFTDiary #Institute2017 #TeachForThailand

ขอขอบคุณภาพบางส่วนจาก มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์