กลับไปหน้าข่าวสารและกิจกรรม
ให้ก่อนรับ แก้ปัญหาการศึกษาไทยในแบบฉบับของคนรุ่นใหม่ | ธนัชพร ชูประเทศ (เพิร์ล)
30/01/2561
“การเปลี่ยนแปลงชีวิตของนักเรียน แม้เพียงสักคนก็คุ้มแล้ว” ประโยคนี้ของครูเพิร์ล ธนัชพร ชูประเทศ ทำให้เราอยากรู้จักเธอให้มากขึ้นว่า ในบทบาทหน้าที่ความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ รุ่นที่ 3 ที่โรงเรียนมัธยมปุรณาวาส เธอได้สัมผัสและลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงใด และประสบการณ์ครั้งนี้คุ้มค่าไหมกับโอกาสที่แลกไปในช่วงเวลาสองปี

 
1 | What’s your why?

 




















เรารู้สึกว่าคงจะดีถ้าได้มอบโอกาสดีๆ แบบที่เราเคยได้ ให้กับคนที่มีโอกาสน้อยกว่า บางคนอาจบอกว่าก็ทำอย่างอื่นให้รวยก่อนแล้วค่อยไปช่วยเหลือคนอื่นก็ได้ แต่หลังจากได้คุยกับพี่ๆ ที่ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ เรารู้สึกว่าระยะเวลาสองปีมันคุ้มที่เราจะได้ให้กับคนอื่น ก่อนที่เราจะได้ไปหาอะไรให้กับตัวเอง เพราะถ้าเราทำอาชีพอื่น เราคงไม่มีโอกาสย้อนกลับมาทำตรงนี้ คนเรามีความคิดที่แตกต่างและให้คุณค่ากับสิ่งต่างๆ ในชีวิตไม่เหมือนกัน แต่เรารู้สึกมีค่าที่ได้ทำหน้าที่ครู นักเรียนทำให้เรามีแรงมาทำงานทุกวัน เรารู้สึกว่าอยากให้โอกาสเขาได้ออกไปเจอโลกกว้าง อยากเป็นคนที่ช่วยดึงศักยภาพเขาออกมาใช้ให้มากที่สุด

2 | เส้นทางผู้นำการเปลี่ยนแปลง






















ภาพที่คิดไว้ก่อนมาร่วมโครงการฯ มันสวยงามกว่าความเป็นจริงมาก คิดไว้ว่าเราจะจัดการห้องเรียนได้ดี และเด็กจะตั้งใจเรียน แต่แล้วเรากลับได้เจอวัฒนธรรมแบบที่เราไม่เคยสัมผัสและต้องปรับตัวครั้งใหญ่ จึงมีสิ่งที่ทำให้รู้สึกไม่ดีทั้งส่วนของตนเองและนักเรียน เทอมแรกเรายังทำให้นักเรียนสนใจเรียนกับเราไม่ได้ เลยผิดหวังในตัวเอง เคยไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กไม่มองว่านี่คือประโยชน์ของตัวเองแต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายมาก พอมาถึงเทอมสอง เราจัดการห้องเรียนและความรู้สึกได้ดีขึ้น เห็นตัวเองชัดมากว่าเรามีดีตรงไหนและต้องปรับอะไร เด็กๆ มีความรักความผูกพันมากขึ้นทำให้เขานึกถึงใจเรามากขึ้น เทอมสามเราเริ่มแสดงศักยภาพที่เตรียมมาให้เด็กๆ ได้อย่างเต็มที่ เป็นช่วงเวลาแห่งการสร้าง impact และเริ่มเห็นพัฒนาการของเด็กๆ ที่สุดในชีวิตความเป็นครูจึงอยู่ตรงนี้ ตรงที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและสายตาที่เด็กๆ มองเราหรือพูดกับเรา แค่ห้าวินาทีก็ทำให้ชื่นใจไปทั้งวันได้แล้ว

3 | หนึ่งปีเห็นอะไร


หลังจากใช้เวลาสองเทอมเพื่อปรับตัวและสร้างสายสัมพันธ์กับเด็กๆ ความเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ ในด้านวิชาการก็เริ่มเผยให้เห็น เด็กสามารถอ่านภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น กล้าที่จะอ่านและโต้ตอบภาษาอังกฤษมากขึ้น เพราะเขาอาจจะรู้สึกไม่กดดัน และรู้ว่าที่นี่เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเขา เด็กๆ ยกมือตอบได้โดยไม่มีใครมาตัดสินใจว่าถูกหรือผิด ความเปลี่ยนแปลงในด้านพฤติกรรมและทักษะ เด็กกล้าที่จะยกมือตอบ กล้ามีส่วนร่วมเมื่อมองเห็นโอกาส สังเกตเห็นได้จากเวลาที่เรานำการแข่งขันหรือการสอบชิงทุนมานำเสนอให้เด็กๆ เราสังเกตว่าจำนวนเด็กที่สมัครมีเพิ่มขึ้น อาจจะเพราะเด็กๆ เห็นว่าเพื่อนๆ ก็ทำได้ แสดงว่ามันไม่ได้ยากเกินไป แค่คนนั้นเขากล้าลองสมัครและลงมือทำดู จึงเป็นแรงจูงใจให้คนอื่นๆ กล้าทำบ้าง

4 | โลกกว้างที่ครูช่วยชี้ทาง


เพราะมองว่าการให้โอกาสเด็กเป็นเรื่องสำคัญ ครูเพิร์ลจึงมักนำโอกาสดีๆ เช่น ทุนการศึกษา ค่ายฤดูร้อนที่สิงคโปร์ ฯลฯ มาแนะนำแก่เด็กๆ เพื่อสนับสนุนให้เขาได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่และท้าทายศักยภาพของตนเอง โดยพิจารณาตามกิจกรรมว่าเหมาะสมกับเด็กกลุ่มไหนมากกว่า

“ครั้งหนึ่งมีเด็กนักเรียนที่เราพาไปสอบชิงทุนไปต่างประเทศ เขาเป็นเด็กที่เก่งภาษาอังกฤษที่สุดในชั้น พอสอบเสร็จ เขามาบอกกับเราว่า ‘ขอบคุณครูที่พาไป ทำให้รู้ว่าต้องพัฒนาตัวเองอีกเยอะเลย เพราะข้อสอบจริงๆ มันยากมาก ได้เจอคนเก่งๆ ในโลกภายนอก ทำให้รู้ว่าต้องพัฒนาตนเองอีกมาก’ ในวันนั้นได้ชวนนักเรียนอีกคนไปด้วย เป็นเด็กไม่เรียน ติดศูนย์ ติด ร. เพราะตั้งใจพาไปดูบรรยากาศของการสอบและอยากพาเขาไป Dilogue in the dark ตอนแรกเด็กก็บ่นๆ ว่าเบื่อ จะให้เขามาทำไม แต่หลังจากได้พาเขาไปดูและได้นั่งคุยกันกับพี่เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคนพิการทางสายตา เด็กสะท้อนว่า “มันดีมาก และผมจะพาเพื่อนผมมาเห็นว่า มันมีคนที่ลำบากแต่พยายาม

5 | แหล่งก่อเกิดพลังงาน


เวลาที่เครียดหรือท้อ เราจะหาอะไรทำเพื่อนักเรียน คิดว่าอยากพาเด็กไปข้างนอกจังเลย จะทำอย่างไรดี สิ่งที่ทำให้เราฟื้นกลับมาแล้วอยู่ได้ระยะหนึ่งคือ การมองหาความสนุกในงานที่ทำ คิดวิธีการสอนที่เด็กน่าจะสนุกและเราจะสอนได้สนุกตามไปด้วย คิดหาสิ่งที่มันท้าทายเราให้เรามุ่งไปข้างหน้าต่อไปได้ แม้เราจะเหนื่อยกับเด็ก แต่เราก็จะมองภาพถึงเด็กที่ได้ความสุขจากการเรียนกับเรา มันไม่ได้มีแค่เด็กกลุ่มที่ไม่ตั้งใจเรียน แต่มีเด็กที่ตั้งใจเรียนและมาพูดกับเราว่า ‘ครู มันสุดยอดมาก ขอบคุณนะครับ ผมไม่เคยได้ทำอะไรแบบนี้เลย’ เราจำโมเมนต์แบบนั้นไว้ เพราะมันเป็นความสุขที่เราไม่เคยได้จากสิ่งอื่นๆ และมันได้จากการมาทำงานในหน้าที่นี้

6 | รู้จักและพัฒนาผ่านงานสอน


 
จริงๆ แล้วทุกงานให้บางสิ่งกับเรา ทำให้เราพัฒนาตนเองในทิศทางที่ต่างกันไปได้ถ้าเราทุ่มเทกับมัน สำหรับงานนี้ เราเรียนรู้ในเรื่องของการจัดการความเครียดและความรับผิดชอบได้ดีขึ้น โดยเฉพาะความเครียดที่เกิดจากความคาดหวังแล้วยังไปไม่ถึง เราเกิดการตั้งคำถามว่าทำไม่เราทำไม่ได้สักที เคยร้องไห้กับห้องหนึ่ง เช็ดน้ำตาแล้วไปสอนต่ออีกห้องหนึ่งอย่างร่าเริง เพราะเด็กอีกห้องหนึ่งเขาพร้อมที่จะเรียนกับเราอยู่ เราไม่สามารถนำอารมณ์ที่เครียดและเสียใจของเราไปใส่กับเด็กได้
เคยท้อจนอยากออกกลางครันเหมือนกัน เคยคิดว่าเราเสียโอกาสอย่างอื่นไปหรือเปล่า ไม่ใช่ว่ามันเป็นงานนี้เป็นงานที่เสียเวลา แต่เราต้องแลกกับการสูญเสียโอกาสอื่นๆ ไปเหมือนกัน แต่เด็กคือคนที่ทำให้เราอยากจะอยู่ต่อ และเราเองก็อยากให้เขาอยู่ในระบบการศึกษาต่อไป

7 | บทบาทของผู้นำการเปลี่ยนแปลง  
 

 
สิ่งที่เราเปลี่ยนได้ในตอนนี้คือตัวเราเอง ความคิดเราเองเกี่ยวกับระบบการศึกษา บทบาทของเราตอนนี้คือการเข้ามาทำความเข้าใจระบบ เข้าใจโรงเรียน เข้าใจครู เรารู้สึกว่า ครูเก่งมากเลยแต่มีภาระงานที่หนักมากซึ่งมาจำกัดเขาอยู่ และเรายังเข้าใจนักเรียนมากขึ้นว่าทำไมเขาถึงทำไม่ได้ สองวันก่อนมีครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงทักมาในกลุ่มว่า ‘อยากพาเด็กไปหอศิลป์ ไปทำกิจกรรมทั้งวันเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ครูภาษาอังกฤษคนไหนอยากไปช่วย’ ทุกคนก็ตอบรับว่าอยากไปด้วย เราเองก็รู้สึกว่ามันดีจัง เพราะในสังคมที่เราอยู่เขาไม่เห็นด้วยกับเรา และไม่เห็นกับความสำคัญของสิ่งที่กำลังเราทำอยู่ แต่ที่นี่่มีคนคิดเหมือนกัน แล้วทุกคนเป็นคนเก่งที่จะเลือกไปทำอะไรก็ได้ แต่เขาก็เลือกที่จะสละโอกาสเหล่านั้นมา

8 | การศึกษาไทยเปลี่ยนได้


 
การศึกษาเป็นพื้นฐานของการพัฒนาคน หลายๆ ปัญหาอาจมีรากฐานจากปัญหาการศึกษา ประเทศจะพัฒนาได้ถ้าคนพัฒนา ที่นี่คือประเทศของเรา ที่ลูกหลานเราต้องอยู่ต่อ มันจึงเป็นปัญหาของเราด้วย ถ้าเราแค่สละเวลา กำลังของเรา มาเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยแก้ปัญหา ถ้าทุกคนมีความคิดตรงนี้เหมือนกัน มันจะมีพลัง มาก เริ่มจากการไม่ดูดายที่จะมีส่วนช่วย เริ่มจากลูกหลานของเขาเองที่บ้าน ลองทำความเข้าใจปัญหาจริงๆ แล้วเริ่มสร้าง mindset ที่ให้เด็กเห็นความสำคัญของโอกาส เป้าหมาย แรงจูงใจ และกล้าที่จะลอง

9 | หลังจากสองปี


ถ้าไม่ศึกษาต่อ ก็คงจะหาประสบการณ์สอนต่อไป แต่ว่าอาจจะไม่ได้สอนในโรงเรียน เป้าหมายคืออยากเปิดศูนย์การเรียนรู้ที่เด็กๆ สามารถมาทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาตนเองในด้านอื่นๆ นอกจากวิชาที่เขาเรียนเพื่อไปสอบได้ เพราะเรารู้สึกว่าเราเองยังเป็นคนที่ไม่เชื่อมั่น หาตนเองไม่เจอ และเรามองว่าเด็กไทยหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไรเพราะยังไม่เคยลองทำ เลยอยากให้โรงเรียนนี้เป็นที่ที่เด็กสามารถค้นพบตัวเองได้ว่าตนเองมีความชื่นชอบอะไร ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นๆ



“โตขึ้นนิวอยากเป็นครูภาษาอังกฤษแบบครูเพิร์ลค่ะ เป็นครูที่ใจดี น่ารัก ไม่ดุ ทำให้เรากล้าที่จะถาม ตอนนี้ถ้ามีคำภาษาอังกฤษคำไหนที่พอจะพูดได้ก็จะพูดกับเพื่อน” กนกวรรณ กว้างลา (นิว) ม. 2/1

“มิลค์โตขึ้นอยากเป็นครูเหมือนกันค่ะ อยากสอนอังกฤษหรือคณิตศาสตร์ อยากนำสิ่งที่เราเรียนไปสอนคนอื่นต่อได้ ขอขอบคุณสำหรับโอกาสที่ครูให้หนู แม้ว่าจะสมัครทุนไม่ทันก็ตาม ไม่อยากให้ครูเสียใจนะคะ ขอบคุณที่ครูนำโอกาสมาฝากพวกเราเสมอ” โสมวรรณ ดีวัน (มิลค์) ม. 2/1

----------------------------------------------------------------------------
ปัจจุบัน ครูเพิร์ลยังคงทำหน้าที่เป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เป็นทั้งแบบอย่างและผู้สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ แต่อีกไม่นานเกินรอ เราคงจะได้เห็นศูนย์การเรียนรู้ที่อยู่ในความคิดของครูเพิร์ลตอนนี้ และในเดือนกุมภาพันธ์ เธอจะเป็นตัวแทน ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ ไปร่วมดูงาน Kids Education Revolution National Summit ที่อินเดีย เพื่อนำประสบการณ์จากการพบปะกับผู้คนที่มีแรงบันดาลใจเดียวกันกลับมาปรับใช้กับห้องเรียนปัจจุบันและโครงการในอนาคต เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในวงกว้างต่อไป

#TFTdiary #TeachForThailand #FellowshipProgram #การศึกษาไทยเปลี่ยนได้