เรื่องเล่าจากห้องเรียน
Classroom Inspiration and Impact - สะท้อนเรื่องราวในห้องเรียนวังข่อยพิทยา (ครูอ้วน ณรงค์ชัย เต็นยะ)




1 เดือนผ่านไป หลังจากที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 5 ได้เริ่มต้นเข้าไปทำงานเทอมแรกของพวกเขาในโรงเรียน

 

วันนี้เรามีเรื่องราวของตัวแทนครูรุ่นที่ 5 กับประสบการณ์เทอมแรกของเขาในการทำงานฐานะครู ผ่านเรื่องราวของครูอ้วน ณรงค์ชัย เต็นยะ ศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ที่บันทึกเรื่องราวในห้องเรียนของเขาในเทอมแรกไว้อย่างน่าสนใจ

 

เรื่องราวจากครูอ้วนในโรงเรียนวังข่อยพิทยาจะไปอย่างไร ไปอ่านเรื่องราวของเขาพร้อมกัน :)

 

---------

We are What We Learn 

ผ่านมากว่า 1 เดือน(เข้าสัปดาห์ที่ 5) ของการทำหน้าที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง หลายสิ่งเข้ามาท้าทายต่อบทบาทการทำหน้าที่และเป้าหมายบนความเชื่อของเราเป็นอย่างมาก เรารู้สึกได้เลยว่า ความสดใส ความน่ารัก และความเป็นเด็ก เป็นสิ่งที่วิเศษมากต่อความหมายของการมีชีวิต เราได้มองเห็นถึงการเติบโตบนสถานการณ์ในชีวิตของพวกเขา อันเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญมากๆต่อความคิดในทัศนะที่เรายังคงเชื่อมั่นต่อภาวะการเรียนรู้ที่สำคัญในช่วงหนึ่งของชีวิตจากเด็กๆที่เราพบเจอ (อันนำพาจากโชคชะตาที่ทำให้เราได้พบ เราเชื่อแบบนั้นจริงๆและคอยสัญญากับตัวเองเสมอ ไม่ว่าเด็กๆที่เราพบเจออยู่ตรงหน้าจะเป็นแบบไหน เขาจะเป็นอย่างไร เราจะให้สิ่งที่ดีที่สุดและคำนึงถึงประโยชน์สูงที่สุดเท่าที่เราพึงทำได้)

ประเด็นที่อยากแชร์คือพ๊อยที่สำคัญมากๆกับเส้นทางที่เรารู้สึกว่านี้คือ Way ที่สำคัญต่อความหมายของการคำนึงถึงเด็กอย่างมากที่สุด เราเชื่อว่าโดยพื้นฐานเด็กๆที่แต่ละคนได้พบเจอ หรือเด็กๆที่เพื่อนๆกำลังทำหน้าที่กันอยู่นั้น มีความคิด พฤติกรรม หรือกำลังเผชิญปัญหาหลายๆอย่างที่เหมือนๆหรือคล้ายคลึงกันอยู่ ตามแต่การจัดการบนสถานการณ์และบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละคน สำหรับเราแล้วประเด็นที่เราหมายถึงนั่นคือ การกระทำ 5 สิ่งที่เรายืนยัดในการกระทำมาตลอดจนเกิดการเห็นผลจากการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆของเด็ก จนวันนี้เราน้ำตาคลอต่อเจตนารมณ์บนความรู้สึกที่เราสัมผัสได้ถึงการเติบโตของพวกเขา 5 อย่างที่เราทำ มันเป็นสิ่งที่ธรรมดามากๆ และเรามองเห็นว่ามันกำลังไปได้ดี (ต่อไปไม่รู้เป็นอย่างไรแต่ ณ วันนี้เรารู้สึกชัดเจนบนทางที่เราทดลอง) 

1. การให้เด็กพูดชื่อเล่นตัวเองโดยการยกมือขึ้นแล้วคุณครูผายมือไปลุกขึ้นยืนพร้อมพูดแค่ชื่อเล่นของตัวเองก่อนเริ่มคาบในทุกๆครั้ง เราเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นสัญญาณทางการรับรู้ร่วมกันของทั้งครูและนักเรียนของการบ่งบอกถึงการเรียนรู้ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และเปิดมุมมองทางการกล้าแสดงออกทางความคิดเห็นและการรับรู้ถึงการมีตัวตนของเขาในห้องเรียน (เราพูดชื่อเด็กกลับทุกครั้งเมื่อเด็กพูดชื่อเขา) ไม่เรียงบุคคลและไม่เร่งรัด แต่เด็กๆจะแสดงความน่ารักออกมาให้เราได้เห็นเอง พร้อมยิ้มให้เราทุกครั้งที่เราผายมือไป...
2. ก่อนเริ่ม เรามักจะวางแผนและคิดวิธีการเรียนรู้มามากกว่า 1 ทางเสมอ เราจะให้เด็กๆช่วยกันเลือก โดยการชูนิ้วตามข้อเสนอที่ครูมีให้พร้อมกันตามแต่ละคนที่ต้องการ โดยเราก็แค่เชื่อมโยงต่อการเคารพความคิดเห็นและการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งการรับผิดชอบบนฐานของการตัดสินใจที่มาจากตัวเด็กเอง (ตรงนี้เราไม่บอกเด็กก็รับรู้ได้ด้วยตัวของเขาเอง เพราะเขามีสิทธิที่จะเลือก และเขาจะแสดงความตั้งใจให้เราเห็นจากสิ่งที่เขาร่วมกันตัดสินใจได้เองจริงๆ)
3. ระหว่างที่ดำเนินการไป เรามักจะตรวจสอบความเข้าใจด้วยกันเดินเข้าไปหาทีละคนเสมอ การสัมผัสทางความคิดของเขา ชัดเจนบนการมีตัวตนและการได้รับความสนใจ ที่เด็กๆที่เราเจอเขาต้องการมากไปกว่าการเรียนรู้ได้เสียอีก การเข้าไปหารายบุคคล และการให้เขาเรียกเราเพื่อสอบถามเป็นสิ่งที่ช่วยให้บรรยากาศทางการเรียนรู้เป็นภาวะแห่งความอบอุ่นของตัวเรา และการได้รับการยอมรับถึงการตระหนักรู้ทางความสนใจที่เราต้องการมอบให้กับเด็กทุกๆคน
4. การให้สติ๊กเกอร์เพื่อแทนความขอบคุณและการชื่นชมบนพฤติกรรมของเขา เป็นสิ่งที่คอยให้เด็กได้ภาคภูมิใจต่อการประพฤติที่เขาได้ทำในชั้นเรียน หรือเป็นการกระตุ้นกระบวนการทางการเรียนรู้ของพวกเขา จากความสนใจในสิ่งที่เรามอบให้จากสิ่งที่เขาได้ทำ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นไหน การที่เราหยิบยกขึ้นมาพูดในชั้นเรียนและให้สติ๊กเกอร์เป็นตัวแทน อย่างน้อยเรามองว่าเด็กเขาต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่ออะไรบางอย่าง อาจยังไม่ใช่เพื่อตัวของเขาหรือยังคงติดกับการให้สติ๊กเกอร์ของเรา แต่การที่เขาสนใจ รับผิดชอบและให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น มุมมองของเราเขาโคตรเจ๋งเลย
5. Positive framing และ Precise praise เป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเรา แต่ได้ผลมากที่สุดในบรรดาที่บอกกล่าวมา เราไม่ใช่แค่ใช้ในห้องเรียน แต่การคิด



วางแผน และลงมือทำ เราต้องใช้มันตลอดเวลา เพื่อเราจะได้ไม่หลุด พร้อมคงสภาวะของความสม่ำเสมอทางการรับรู้ของเด็กๆ และตัวเราที่สำคัญมากๆต่อการควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก และการบ่งชี้เชิงสร้างสรรค์ ที่เราต้องดึงออกมา ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายมากแค่ไหน แรกๆเป็นอะไรที่เรารู้สึกเลยว่า มันเหนื่อยมากพร้อมต้องเก็บทุกเม็ด ทุกกรณี แต่มันก็แสดงผลได้ดีมากเมื่อเราให้ความสม่ำเสมอกับมัน โดยเฉพาะสำคัญต่อความคิดเรา วางแผนอย่างไรที่ยึดหลักนี้ทั้งหมด อาจใช่ว่าเผื่อสถานการณ์ของปัญหาที่เราอาจเจอในห้องเรียนไว้ แต่สำหรับเราตอนนี้ ห้ามใส่ลงไปในแผนเด็ดขาด อะไรจะเจอในห้องเรียน ต้องคิดบวกกับเด็กๆและชื่นชมในตัวพวกเขาเสมอ



นั้นคือสิ่งที่เราเรียนรู้ นั่นคือสิ่งที่เราทบทวน และนั่นคือการสะท้อนกลับเพื่อความหมายที่สำคัญของการลงมือทำต่อไปของเราเอง เป็นกำลังใจให้ตัวเองและเพื่อนๆ พี่ๆทุกๆคน รักเด็กๆ รักพี่LDO รักทีชฟอร์ไทยแลนด์
#TFT5together #Teachforthailand #พรุ่งนี้ที่สดใสรอเราอยู่

สำนักงาน ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์
เลขที่ 102 ชั้น 7 อาคารอรรถกระวี 2 ซ.อารีย์ ถ.สุขุมวิท 26
แขวงคลองตัน เขตคลองเตย 10110
ลงทะเบียนรับข่าวสารได้ที่นี่
ติดตามโพสต์ล่าสุดของเรา
© 2018 Teach For Thailand. All rights reserved.
A Partner in the Global Education Network