เรื่องเล่าจากห้องเรียน
Ambassador Stories: คนรุ่นใหม่ งานวิจัย และการศึกษา - ตี่ วินิทร เธียรวณิชพันธุ์



ทุกๆคนฝันในเส้นทางอาชีพของตนเองได้ แต่เราจะไปถึงอาชีพที่เราฝันนั้นได้หรือเปล่า ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะตอบคำถามนี้กันอย่างไร 

เราสามารถตอบได้ว่าความฝันของเรานั้นเปลี่ยนไป โดยให้เหตุผลว่าเรามีเงื่อนไขของชีวิตที่ต้องรับผิดชอบ หรือมีแม้กระทั่งคำตอบว่าเราไปสู่ฝันนั้นอยู่ แต่คนรอบตัวก็เตือนให้เรารู้ว่ามันไม่ใช่

คำถามนี้ จึงเป็นคำถามภายในของเรา ที่เรานั้นเป็นทั้งผู้ตั้งโจทย์ และเป็นผู้เฉลยคำตอบ
การเรียนรู้จากประสบการณ์คนอื่น คือทางลัดที่สำคัญ ของการแก้โจทย์นี้ 

วันนี้ ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ โดยทีมเครือข่ายศิษย์เก่า ได้โอกาสคุยกับ ตี่ วินิทร เธียรวณิชพันธุ์ ศิษย์เก่าผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 2 ผู้ที่ยินดีที่จะให้เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของเขา เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เขาตอบได้วันนี้ทันทีว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ มันเกี่ยวข้องอย่างไรกับความสนใจของเขา  

1 ตอนนี้ทำตำแหน่งอะไรอยู่ อยู่ องค์กรอะไร

ขณะนี้กำลังทำงานเป็นนักวิจัย ทีมนโยบายปฏิรูปการศึกษาให้กับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย: Thailand Development Research Institute (TDRI)

2 ได้เข้าไปทำงานอะไรบ้าง

งานที่ทำในช่วงนี้คือการวิเคราะห์ตลาดแรงงาน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ว่ากำลังมีการรับสมัครงานอะไรบ้าง เพื่อนำข้อมูลตรงนั้นมาเขียนโปรแกรม วิเคราะห์สรุปว่าตอนนี้ตลาดแรงงานกำลังต้องการคนที่มีทักษะประเภทไหน และนำข้อมูลนั้นมาทำการวิจัยต่อ เช่น ในระดับอาชีวะ ปวช ปวส จะต้องปรับหลักสูตรอย่างไรเพื่อผลิตคนให้ตรงกับตลาดแรงงาน เมื่อสรุปผลเสร็จทางเราจะผลักดันให้สถานศึกษาอาชีวศึกษามีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ทางเราไม่เพียงแต่วิเคราะห์ตลาดแรงงาน เนื่องจากเราต้องศึกษาโครงสร้างการเรียนการสอนในหลักสูตรอาชีวศึกษาว่าแบบไหนจึงจะใช้ได้ เพราะทักษะบางอย่างก็ยังไม่มีในหลักสูตร ทำให้เมื่อเข้าทำงานในโรงงานก็จะต้องไปเรียนรู้ใหม่อยู่ดี เราจึงมีโอกาสได้ไปมีส่วนร่วมด้วยการช่วยนำคนเข้าไปช่วยให้ข้อมูล อย่างเช่นในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ เราจะนัดกับนักเรียนที่เคยสอนเพื่อไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนในสายอาชีวะว่าเรียนรู้เนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง ทรัพยากรของโรงเรียนมีเพียงพอหรือไม่ คุณภาพของบุคลากรครูผู้สอนเป็นอย่างไร ซึ่งในบางครั้งครูอาจจะยังไม่มีทักษะหรือความรู้ที่เพียงพอต่อการสอนทักษะบางอย่าง เนื่องจากอาชีวะเองก็มีเปิดสอนหลายสาขา 

ในขณะนี้ทีมการศึกษามีโปรเจ็คอยู่หลายอย่าง เช่น  Sand Box เป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมทางการศึกษา และจะออกเป็นพระราชบัญญัติ (พรบ.) เพื่อให้โรงเรียนมีอิสระภาพในการบริหารงานมากขึ้น เป็นการทดลองที่ไม่อยู่ในกรอบ ทำให้มีอิสระในการออกแบบมากขึ้น ตอนนี้กำลังดำเนินงานอยู่ในสามจังหวัด คือ ระยอง ศรีษะเกต และสตูล ล่าสุดมีทีมลงไปที่จังหวัดศรีษะเกตเพื่อสังเกตโรงเรียนและมองหาวิธีการจัดการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด (best practice) และพยายามให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กัน  ซึ่งในขณะนี้มีการร่างพรบแล้ว แต่ยังไม่มีการออกกฎหมาย แต่อาจจะเสร็จก่อนการเลือกตั้งในปี 2562 เพราะมีการนำเรื่องเข้าไปอยู่ในวาระเรียบร้อยแล้ว 

อีกอย่างคือจะมีการร่วมมือกับทางกองทุนกู้ยืมทางการศึกษา (กยศ.) เพื่อผลักดันให้เกิดการกู้ยืมทางการศึกษาที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้น
นอกจากนั้นแล้วในอนาคตเราก็มีแผนว่าจะร่วมมือกับทางองค์กร UNICEF ด้วยเช่นกัน



3 ถ้าอธิบายองคกร TDRI ให้คนทั่วไปเข้าใจ และรู้จัก TDRI คือ องค์กรที่ทำอะไร

เป็นองค์กรอิสระที่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากทางรัฐบาล หรือแม้แต่ทางภาคเอกชน หน้าที่หลักคือการทำวิจัยเชิงนโยบายตามหัวข้อที่ได้รับมา เพื่อนำรายงานไปเสนอต่อภาครัฐเพื่อที่จะนำข้อมูลไปใช้ประโยชน​์ต่อได้

ตอนนี้ทาง TDRI พยายามจะผลักดันเรื่องที่ศึกษาวิจัยให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยการมองหาผู้ร่วมงานจากหลายๆฝ่าย ไม่ใช่เพียงแค่การทำวิจัยทางทฤษฎี เพราะแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่มีคุณค่า แต่หากไม่มีใครนำไปใช้จริง ก็จะไม่เกิดประโยชน์ 


4 ทำไมเราถึงตัดสินใจมาทำงานนี้

มีเหตุผลหลักสองอย่าง คือ วัฒนธรรมองค์กร และตัวเราเองก็เล็งเห็นว่าสามารถเข้าไปมีส่วนช่วยงานอย่างไรบ้าง เพราะเราก็ไม่อยากเสียประสบการณ์สองปีไปเปล่าๆ เราจึงอยากนำประสบการณ์นี้ไปใช้ประโยชน์หรือช่วยเหลือผู้อื่นต่อ รวมทั้งเราก็พิจารณาทักษะ ความชอบว่าเราถนัดและอยากจะทำอะไร จากนั้นก็เอามาเทียบเคียงกับภาพขององค์กรที่อยากไปร่วมงาน 


สิ่งหลักที่ทำให้เราตัดสินใจเลือกองค์กรนี้ คือ เขาไม่เพียงแค่ทำการวิจัยผล แต่เขาพยายามหาทางผลักดันให้เรื่องที่ว่าเกิดขึ้นจริงด้วย เนื่องจากเราเคยมีความคิดว่าการเป็นนักวิจัยคือการคิดมากกว่าลงมือทำ จึงสงสัยว่าจะมีการผลักดันมากน้อยแค่ไหน ซึ่งพอเราเห็นว่าองค์กรนี้ไม่ใช่แนวนั้น เราจึงชอบแนวคิดของเขา



5 งานนี้ ส่งผลกระทบสู่การศึกษา/ สังคม มั้ย อย่างไร

งานลักษณะนี้ช่วยให้สังคมไทยลดการสูญเสียทรัพยากรโดยใช่เหตุ เพราะโดยปกติแล้วจะมีความเชื่อว่าใช้วิธีนี้หรือวิธีนั้นแล้วจะได้ผล เพียงแต่ยังไม่มีข้อมูลรองรับ ซึ่งข้อมูลตรงจุดนี้จะช่วยเป็นแกนหลักให้สังคมเดินหน้าต่อไปอย่างเห็นผลได้จริง เพราะคนที่ทำงานเบื้องหน้าจะมีความรู้อยู่แล้วว่าควรจะทำอะไรบ้าง แต่เมื่อพูดถึงทิศทาง อาจจะยังดูขมุกขมัวว่าจะเป็นอย่างไร 


6 ประสบการณ์ 2 ปี ช่วยในการทำงานนี้อย่างไรบ้าง

ประสบการณ์ 2 ปีที่ผ่านมาทำให้เราเข้าใจเรื่องระบบการศึกษาว่าองค์กรการศึกษาทำงานกันอย่างไร เนื่องจากเราได้เห็นภาพในจุดย่อยที่สุดมาก่อน ทำให้เมื่อเรามาพูดตอนวิจัยเรื่องเด็กมีปัญหาเรื่องความยากจน เราจะนึกได้ทันทีว่าเป็นอย่างไร ซึ่งบางคนอาจจะมองภาพไม่ออก แต่เรามีประสบการณ์ตรง เราจึงอธิบายให้กับคนในทีมได้ เช่น เวลาเขาพูดถึงปัญหาว่าเด็กอ่านหนังสือไม่ออก เราจะรู้ว่าปัญหานั้นอยู่ในระดับไหน หรือแม้แต่ปัญหาในการทำงานระหว่างหน่วยงานทางการศึกษา เราจะรู้ว่ามีหน่วยงานอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง และจะนึกออกว่ามีปัญหากันอย่างไร เพราะเราจะรู้ภาพรวม ทำให้เราสามารถเชื่อมโยงปัญหาได้ เพราะในทางทฤษฎีจะบอกว่ามีปัญหาแบบนี้ แต่ว่าเรามีช้อมูลหรือประสบการณ์ตรงว่าครูประสบปัญหาในรูปแบบไหน

7 คนที่จะได้ทำงานที่ตนสนใจ ได้ เขาต้องเตรียมตัวอย่างไร อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่ควรเตรียม

เราคิดว่าเขาจะต้องรู้ว่าตนเองมีทักษะอย่างไรบ้าง เพราะถ้าเรารู้ว่างานที่เราสนใจคืองานลักษณะไหน เราจะรู้เป้าหมายว่าจะเป็นประมาณไหน ทำให้เรารู้ว่ายังขาดอะไรในแง่ของทักษะ เพราะฉะนั้นเราจะต้องหาโอกาสลองทำหลายๆอย่างก่อน ซึ่งเมื่อก่อนเราเองก็ไม่ได้ทำงานประจำ แต่เราก็ลองหลายๆอย่าง เช่น เรารู้ว่าเราเขียน Code เป็น แต่เราก็ต้องลองไปลงมือทำจริงๆเพื่อให้รู้ว่าตกลงเราสามารถทำได้จริงหรือไม่ เมื่อตอนจบโครงการ เราก็ยอมรับว่าเป้าหมายเรายังไม่ชัดเจน เราก็เลยต้องให้เวลากับตัวเอง ลองทำอะไรหลายอย่างเพื่อตอบตัวเองให้ได้ว่าอันไหนใช่หรือไม่ใช่ แต่เราก็ต้องมุ่งเน้นที่การเติมเต็มตัวเองในสิ่งที่ขาด ซึ่งช่วงนั้นเราเน้นการเติมตรงนี้มาก เพราะตอนเรามาสอนในห้องเรียน ทักษะการเขียน Code ลดลงไปเลย เราก็เลยอยากแบ่งเวลาเพื่อฝึกทักษะนี้ในช่วงเวลาระหว่างปิดเทอม เราก็เลยใช้เวลาไปกับการฝึกฝนสิ่งนี้ และนี่คือจุดที่เราเสียดายที่สุด เพราะถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะใช้เวลาปิดเทอมไปลองทำงานด้านอื่นๆ เช่น การฝึกงาน เป็นต้น ไปลองอะไรที่แหวกแนวจากเป้าหมายของเราไปเลย ซึ่งอาจมีสองหรือสามอย่างก็ได้ 

เพราะฉะนั้นแล้วหากเราเป็นเด็กจบใหม่ และมาร่วมโครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลงเลยหลังจากเรียนจบ ก็อยากชวนให้ไปลองทำหลายๆสิ่งเลย โดยเริ่มจากองค์กรที่มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย เช่น มูลนิธิต่างๆ หรือลองไปทำงานให้กับองค์กรใหญ่ๆก่อนเลย ทำให้ได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลาย สำหรับสไตล์การทำงาน เราจะต้องรู้ว่าเราชอบสไตล์การทำงานกับทีมแบบไหน เพราะแม้งานจะเปลี่ยนเป็นสายเป็นเทคโนโลยี แต่หากวัฒนธรรมองค์กรนั้นเหมือนเดิม เราอาจจะยังคงอยู่ที่นั่นต่อเพราะวัฒนะธรรมองค์กรนั้นเหมาะสมกับตัวเรา 



8 สำหรับเราสิ่งที่ได้เรียนรู้จาก 2 ปี คือ...

สิ่งที่เราได้เรียนรู้หลักๆคือ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการบริหารความคาดหวังของตนเอง เช่น หากเรารู้ว่านักเรียนสองคนนี้มีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ แต่เราไม่พยายามทำความเข้าใจกับเขา หรือสื่อสารกับเขา เราก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าแท้จริงแล้วเขามีปัญหาอะไร และนี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้ 

นอกจากนั้นแล้วกับครูที่โรงเรียน เมื่อเราจะทำงานร่วมกัน หรือขอความช่วยเหลือจากเขา เราก็จะได้เรียนรู้ว่าเราควรจะประสานงานอย่างไร ควรจะวางตัวอย่างไร ซึ่งเราจะได้ฝึกฝนในส่วนนี้ ถือเป็นทักษะในด้าน soft skills ช่วยให้เราสามารถพูดคุยสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้ครั้งนี้ทำให้เรากล้าที่จะลงมือทำมากขึ้น เนื่องจากระยะเวลาของโครงการยาวถึงสองปี ทำให้เราสามารถสอนเนื้อหาเดิมได้สองรอบ เพราะเมื่อก่อนเราเป็นคนคิดอะไรค่อนข้างนาน กว่าจะลงมือทำก็​ใช้เวลานานมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปสองปี เราก็กลายเป็นคนที่คิดอะไร แล้วก็ลงมือทำเลย 


9 ถ้าได้ย้อนเวลากลับไป จะกลับไปทำอะไรเพิ่ม หรือจะไปเน้นสิ่งเดิมที่เคยทำอะไร

หากย้อนเวลากลับไปได้ อยากออกไปหาประสบการณ์แง่มุมอื่นๆช่วงปิดเทอม เราอยากจะกลับไปใช้เวลาตรงนั้นให้คุ้ม เพราะเรามาเริ่มทำตอนจบโครงการ หากย้อนกลับไปลองทำตั้งแต่ปิดเทอม จะช่วยให้เราได้อะไรมากขึ้น

อีกเรื่องคือช่วงเวลาที่อยู่กับนักเรียน แต่ก่อนเราจะหาเวลาไปอยู่กับนักเรียนให้มากที่สุด เพราะตอนนั้นทักษะการบริหารเวลาของเรายังไม่เพียงพอ การอยู่กับนักเรียนในช่วงนั้นเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้อีกแล้ว การทำงานในโรงเรียนตอนนั้นทำให้เราเห็นอะไรชัดขึ้น จริงๆก็เป็นกับทุกที่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่เรามีอยู่อย่างไร 

การได้สอนเด็กนักเรียนนั้น เมื่อเรารู้สึกท้อแท้ พวกเขาคือกำลังใจของเรา ประสบการณ์ที่เราได้อยู่ร่วมกัน ได้ช่วยเหลือ ทำกิจกรรมกับพวกเขา ทำให้เราได้มีเรื่องราวที่จะบอกต่อ ถ่ายทอดให้กับผู้อื่น  เราเองก็คิดว่าหลังจากเราจบการสอนในโครงการนี้ไป พวกเขาจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเราก็อยากจะช่วยให้เขาได้เล็งเห็นถึงอนาคตด้วยว่าพวกเขาอยากจะไปไหนกันต่อ

ตอนนี้ศิษย์เก่าหลายคนทำงานในเส้นทางแตกต่างกันไป หลายคนอยากกลับมาทำงานที่ส่งผลสู่การศึกษา หรือมีความเกี่ยวข้องกับการศึกษา บางคนได้โอกาสทำบ้าง บางคนก็รอโอกาสนั้นเข้ามาอยู่ อยากบอกอะไรกับพวกเขา

ที่จริงแล้วหากคุณอยากจะทำงานเพื่อสังคมในด้านการศึกษา คุณจะทำงานให้กับองค์กรใดก็ได้ เพราะไม่ว่าคุณจะทำงานในที่ใดก็ตาม คุณก็สามารถหาช่องทางทำงานเพื่อการศึกษาได้ ยกตัวอย่าง ช่วงที่เราทำงานให้กับองค์กรเกี่ยวกับสายเทคโนโลยี เราก็เข้าไปมีส่วนร่วมในงานด้านการศึกษาได้ เราไม่จำเป็นต้องไปทำงานในองค์กรการศึกษาโดยเฉพาะหรอก เราสามารถหาทางทำงานนั้นในรูปแบบใดก็ได้ เช่น งานจิตอาสาที่มีหลายรูปแบบ หรือหากเราอยากนำเอาประสบการณ์ในงานแวดวงการศึกษาของเราไปขยายต่อ เราก็สามารถหาพื้นที่ในการกระจายเรืองราวนั้นต่อได้ 

อีกทั้งเราเคยพูดคุยกับหลายคน พวกเขาต่างคิดว่าการศึกษาไทยแย่ แต่อาจจะยังไม่รู้ว่ามันแย่อย่างไร ดังนั้นเราในฐานะผู้ที่เคยไปลงพื้นที่จริง จึงได้รับรู้ว่ามันแย่อย่างไร  เราต้องหาโอกาสถ่่ายทอดเรื่องราว และชักชวนพวกเขาเข้ามาร่วมลงมือทำ

ท้ายที่สุดนี้ไม่ต้องกังวลว่าเรากำลังทำเพียงแค่สิ่งเล็กๆน้อยๆ เพราะสิ่งเล็กๆน้อยๆนี้มันสามารถรวมตัวกันกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ และหลังจากนี้ก็อยากให้พยายามรักษากลุ่มนี้ไว้ โดยยังคงติดต่อซึ่งกันและกัน เพื่อร่วมแบ่งปันทรัพยากรในหลายๆด้าน

 

ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์
เลขที่ 102 ชั้น 7 อาคารอรรถกระวี 2 ซ.อารีย์ ถ.สุขุมวิท 26
แขวงคลองตัน เขตคลองเตย 10110
ลงทะเบียนรับข่าวสารได้ที่นี่
ติดตามโพสต์ล่าสุดของเรา
© 2018 Teach For Thailand. All rights reserved.
A Partner in the Global Education Network