เรื่องเล่าจากห้องเรียน
Community at the center - รีวิวประสบการณ์การลงชุมชนจากทีมงาน



ในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาศักยภาพนักเรียน ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญนั่นคือบุคคลรอบตัวนักเรียนซึ่งได้แก่คุณครู ผู้ปกครองและชุมชน รวมถึงตัวนักเรียนเอง ซึ่งทางมูลนิธิ ได้เล็งเห็นความสำคัญ ในการทำงานร่วมกับบุคคลเหล่านี้ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่เพียงการเข้าไปช่วยทำงานในพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง การลงไปเสริมสร้างศักยภาพให้บุคคลรอบข้างเหล่านั้นมีทักษะ มีความเชื่อและทัศนคติ ที่จะช่วยผลักดันการเปลี่ยนแปลงนักเรียน ได้ด้วยตัวของพวกเขาเอง

 

ตั้งแต่เริ่มต้นปีใหม่เป็นต้นมาทางมูลนิธิทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ จึงได้ดำเนินตามเป้าหมายดังกล่าวด้วยการลงไปทำความเข้าใจกับชุมชน ผ่านกิจกรรม Focus Group ทั้งหมด 5 โรงเรียนได้แก่ โรงเรียนเพี้ยนพิณอนุสรณ์  (กรุงเทพฯ) โรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนา (กรุงเทพฯ) โรงเรียนแม่วินสามัคคี (เชียงใหม่) และโรงเรียนพระบางวิทยา (นครสวรรค์)

 

ภายใต้การลงพื้นที่เราเห็นความท้าทายในการทำงานเพื่อให้ไปถึงวิสัยทัศน์ที่เราตั้งไว้ เพราะในแต่ละพื้นที่ที่เราทำงานด้วยนั้นล้วนมีบริบทและความต้องการที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนแม่วินสามัคคีในจังหวัดเชียงใหม่นักเรียนหลายคนเป็นกลุ่มชาติติพันธ์ที่ยังขาดทักษะพื้นฐานอย่างภาษาไทย ทำให้นักเรียนหลายคนแม้จะตั้งใจ แต่ก็ยากที่เขาจะเข้าใจบทเรียนได้เทียบเท่ากับเด็กนักเรียนในอำเภอเมือง เป็นต้น หรืออย่างการลงพื้นที่ในโรงเรียนจังหวัดกรุงเทพมหานคร สถานที่ที่เราเชื่อว่ามีความเจริญและความพร้อม ก็ล้วนมีความท้าทายในบริบทของตนเอง ยกตัวอย่างเช่น หลายครอบครัวที่เป็นผู้ปกครองเด็กทำงานหาเช้ากินค่ำ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าพวกเขานั้นต้องการให้ลูกออกมาทำเฉกเช่นเดียวกับตน แต่เป็นเรื่องยากเช่นกันในการหาเงินสนับสนุนการเรียนของบุตรหลานของตนเอง รวมถึงนักเรียนหลายคนก็ต้องแบ่งเวลาซึ่งควรจะเป็นเวลาทบทวนบทเรียนหรือพักผ่อนตามวัยของตน ในการทำงานสนับสนุนครอบครัวเช่นทำงานพิเศษตอนกลางคืน หรือแม้แต่กระทั่งช่วยผู้ปกครองเลี้ยงน้อง

หนึ่งในประสบการณ์ที่อยากจะแชร์จากการลงพื้นที่ในคลองเตย มาจากหนึ่งในทีมงานที่ได้มีโอกาสลงไปสัมผัสพื้นที่คลองเตย พื้นที่ที่สายตาของหลายคนที่มองเข้ามาล้วนมีภาพลบ แต่การได้ลงไปเข้าใจบริบทพื้นที่จริง ทำให้เห็นภาพที่เปลี่ยนแปลงไป

------

Image may contain: outdoor
 

ปกติผมมาทำงานที่ออฟฟิศตอนเช้า 
เส้นทางประจำที่ต้องขับผ่านเพื่อมุ่งหน้าไปซอยเควิเลจ คือสะพานข้ามทางรถไฟถนนพระราม 3 ผมมักจะเห็นบรรยากาศของชุมชนแออัดที่อยู่ริมถนน เห็นมอเตอร์ไซต์ คนหาบเร่ขายของ สองแถวเข้าออกซอยอยู่เป็นประจำ

ผมรู้ว่ามันเป็นบริเวณใกล้เคียงกับโรงเรียนที่เราทำงานด้วยบริเวณคลองเตย แต่ทุกวันที่ขับรถผ่าน เราแค่โฟกัสกับการขับไปให้ถึงปลายทางเท่านั้น

แต่วันนี้เกิดความคิดและความรู้สึกหลายอย่างจากการได้ลงไปสังเกตห้องเรียนและเยี่ยมบ้านผู้ปกครองที่คลองเตย จนขอจดไว้เป็นบันทึกช่วยจำสำหรับ 10 ปีข้างหน้าที่คลองเตยอาจเปลี่ยนไป

1. เราไม่สามารถตัดสินเด็กเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงที่เราเจอเขาได้เลย การแสดงออกของนักเรียนที่เราพบในห้อง การไม่มาเรียน การใช้ความรุนแรง การด่า การตัดพ้อ มันเป็นเพียงเปลือกที่เคลือบความกลัวจากการถูกตัดสินและไม่ยอมรับจากผู้อื่น

2. ประโยคที่บอกว่า "ผู้ปกครองในชุมชนรายได้น้อยหลายคนที่หาเช้ากินค่ำ คงไม่อยากส่งให้ลูกเรียนสูง ๆ" เป็นการตัดสินอย่างค่อนข้างใจร้าย เพราะไม่ใช่เขาไม่รู้ว่าการศึกษาจะช่วยเขาได้ แต่หนทางที่จะส่งลูกหลานเขาไปมันก็ไม่ง่ายเหมือนกัน ยิ่งถ้าเขาเห็นลูกหลานดูไม่ตั้งใจเรียน ตัวเขาเองก็เหนื่อยที่จะพยายาม (ก็เหมือนกับครูที่พยายามเข็นเด็กไปถึงเส้นชัย หรือเจ้าของบริษัทที่พยายามสอนลูกจ้างให้ได้ดี) แต่เชื่อเถอะว่าการมีคนไปบอกว่าลูกเขาเรียนได้ เก่งด้วย เขาก็พร้อมจะทุ่มสุดแรงเพื่อลูกหลานเขาเช่นกัน

3. การรับชมห้องเรียนคลองเตย เป็นประสบการณ์กึ่ง Thriller - Surreal มาก ตื่นเต้นทุกครั้งที่เด็กตะโกนด่ากันในห้องและกลับเข้าสู่บทเรียนอย่างรวดเร็ว ผ่านการใช้พลังของครูผู้ประหนึ่งได้รับมอบหมายให้หยุดสงครามนี้ และเหนือจริงเมื่อเห็นนักเรียนจู่ ๆ ก็เดินออกไปนอกห้อง เอาเท้าขึ้นล้างที่อ่างล้างหน้า และมีเพื่อนอีกคนตะโกนบอก "เห้ย ล้างหน้าด้วยดีกว่า" แล้วก็พุ่งออกไปเอาหน้าล้างที่อ่างเดียวกัน คือโดยรวมแล้วที่นี่ Character ชัด และต้องพัฒนาเรื่องการยับยั้งช่างใจ

4. คำว่า 'สลัม' เป็นคำที่สร้างภาพจำที่ลบสุด ๆ มันสร้างความไม่เชื่อมั่นที่น่ากลัวต่อคนข้างนอกในสังคมและคนที่อยู่ในชุมชน - ต่อทั้งคนฟังและคนพูด

5. ระหว่างพูดคุยกับผู้ปกครองที่ทุกอย่างดูโอเค มียายเพื่อนบ้านมาคุยด้วยว่า "สงสารเด็กบ้านนี้เขานะ เขามักจะทะเลาะกับพ่อเลี้ยง ตีบ้าง ตะวาดบ้าง ใช้เท้าเขี่ยจานข้าวให้เด็กมัน ยายก็แก่แล้วไม่อยากไปยุ่งเรื่องบ้านเขา" คิดได้ว่าถ้าจะเก็บภาพชุมชนให้ครบ เพื่อนบ้านนี่ก็เป็นมุมมองจากบุคคลที่ 3 ที่ให้ข้อมูลครบถ้วนมากขึ้น

6. เด็กหลายคนที่ไม่มาเรียน เดี๋ยวมาเดี๋ยวหาย คือมีทั้งนอนอยู่ที่บ้านเฉยๆ ไปจนถึงต้องช่วยย่าเลี้ยงน้อง หรือต้องไปทำงานหาเงินก็มีเยอะ

7. บ้านเด็กหลายที่อยู่กับกองขยะ เราเคยได้ยินแต่ไม่เคยได้เข้าไปสัมผัสด้วยตัวเองเลยว่ามันเป็นอย่างไร มาวันนี้ก็เข้าใจละ คือเป็นขยะทับด้วยเสื่อน้ำมันอีกที และบ้านจะมืดมาก ชวนคิดไปถึงกลางคืนว่าแสงจะพอกับการใช้ชีวิตจริง ๆ ใช่ไหม คิดว่าพื้นฐานทางชีวิตที่ดีกว่านี้มันน่าจะเสริมแรงให้เด็กพร้อมต่อการเรียนมากขึ้น

8. ประโยคที่บอกว่า 'ครูเป็นเหมือนแสงประทีป' นี่แต่ก่อนเคยคิดว่ามันอะไรจะ dramatic ขนาดนั้น แต่พอมาทำงานการศึกษาเออมันจริง ยิ่งไปโรงเรียนวันนี้เออมันยิ่งโคตรจริง คือครูหนึ่งคนเป็นทั้งคนสอน ที่ปรึกษา เป็นไอดอล เป็นแรงบันดาลใจ เป็นความเชื่อมั่น เป็นทุกอย่างอะ (แต่ก็ไม่ง่ายที่จะไปถึงจุดนั้น มันต้องสร้างความเชื่อใจกันให้เกิดขึ้นก่อน)

9. ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ จากคนที่อยู่กับเด็กไม่เป็นและไม่คิดจะอยู่กับเด็ก ตอนนี้ก็อยากจะลองเป็นครูเหมือนกัน เชื่อว่ามันเป็นอาชีพที่โคตรท้าทายและประสบการณ์กับนักเรียนคงเป็นอะไรที่ต้องมาทำเอง มีเงินก็ซื้อไม่ได้ (แต่เงินจะช่วยให้องค์กรอยู่ได้ต่อไป สนใจบริจากติดต่อ partnership@teachforthailand.org)

10. ภาพนี้ผมอยู่หางแถว มองไปข้างหน้าคือนักเรียนเกือบ 10 คนเดินกับครู 1 คนลุยชุมชนไปเยี่ยมบ้านผู้ปกครอง มันเป็นบรรยากาศที่ทำให้ใจพองโตและเติมไฟในการทำงานเพื่อพัฒนานักเรียนต่อไป ขอบคุณคุณครูและนักเรียนอีกครั้งนะครับ

#TeachForThailand


------

การลงไปในพื้นที่ครั่งนี้ นอกจากจะทำให้เราได้ทำความเข้าใจทฤษฎีปัญหาที่เราเคยตั้งไว้มากขึ้น เข้าใจผู้คนและบริบทของพื้นที่ที่เราลงไปทำงานด้วยมากขึ้น ยังทำให้เราได้สานสัมพันธ์ร่วมกับคุณครู พ่อแม่ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน และนักเรียนของเรา เพื่อนำไปทำงานพัฒนาร่วมกับผู้คนเหล่านั้นให้ไปสู่วิสัยทัศน์ที่เราตั้งไว้อย่างถูกต้องจริงๆ


 
ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์
เลขที่ 102 ชั้น 7 อาคารอรรถกระวี 2 ซ.อารีย์ ถ.สุขุมวิท 26
แขวงคลองตัน เขตคลองเตย 10110
ลงทะเบียนรับข่าวสารได้ที่นี่
ติดตามโพสต์ล่าสุดของเรา
© 2018 Teach For Thailand. All rights reserved.
A Partner in the Global Education Network