เรื่องเล่าจากห้องเรียน
Classroom Impact and Inspiration - 'การเรียนรู้อยู่ที่มุมมอง' เทอมแรกกับการเปลี่ยนแปลงตัวเองของ ซูซาน นูรีซัน ฆอดอ



ทุกอย่างอยู่ที่ทัศนคติ

การเรียนรู้ อยู่ที่มุมมอง

 

จากปีที่แล้วในการเริ่มต้นเข้าสู่โครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 5 วันนี้เราจึงอยากชวนทุกคนมาฟังประสบการณ์การทำงานในฐานะครูโครงการทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ ผ่านเรื่องราวของ ซูซาน กับการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ของตัวเองและนักเรียนรอบข้าง

 

เรื่องราวของเธอจะเป็นยังไงลองไปฟังกันครับ

 

แนะนำตัวเองหน่อยครับ

ชื่อนูรีซัน ฆอดอ ชื่อเล่นชื่อซูซานนะคะ  เป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 5 สอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านเกาะรัง จังหวัดลพบุรีค่ะ

 

ก่อนที่จะมาเข้าร่วมโครงการ ทำอะไรมาก่อน?
 

หนูจบสายครุศาสตร์มาโดยตรง เลยมีประสบการณ์การสอนมาบ้างเหมือนกัน ตอนนั้นสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจในการอยากเข้าร่วมโครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือเราไม่มีวิธีการในการรับมือห้องเรียน เหมือนจะสามารถจัดการห้องเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เลยอยากพัฒนาตัวเองรวมถึงนักเรียนไปด้วยพร้อมกัน

 

แล้วความแตกต่างพอตัดสินใจเข้าร่วมโครงการมันแตกต่างกันมากไหม?
 

ในมุมของหนู ถ้าเราไปบรรจุเลย เราก็จะมีแนวทางในการสอนของเราไปเลยเป็นวิธีการของเรา เราทำอย่างไรก็ได้ในการเสริมสร้างความรู้ให้กับนักเรียน แต่เราไม่ได้เสริมสร้างทักษะให้เด็กได้อย่างไร รวมทัศนคติที่ดีกับการเรียน ในตอนนั้นนักเรียนที่อยากเรียน เราพร้อมช่วยเต็มที่ แต่กับเด็กที่ไม่คิดจะเรียน เราก็เลือกที่จะไม่ไหวที่จะดูแลเด็กคนนั้นกลุ่มนั้นคนเดียว เราเลือกคนที่เค้าเปิดใจอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ช่วยเด็กที่ยังหาตัวเองไม่เจอ ยังไม่เห็นเป้าหมายของตัวเอง

 

แต่พอเข้าร่วมโครงการ มันทำให้เราเปลี่ยนมุมมองหลายอย่างเลย เราจะสอนเด็กส่วนวิชาการจะให้เด็กได้ก็จริง แต่วิชาการและนิสัยของเขานั่นก็เป็นปัจจัยสำคัญ และนำไปสู่ความสำเร็จส่วนแรกทันที ด้วยความตั้งใจที่เราอยากจะช่วยเหลือนักเรียนอยู่แล้ว ถ้าเราเป็นครูที่ยังไม่เปิดใจ ไม่เข้าใจ ยังไม่สามารถช่วยเหลือได้ การเป็นครูของเราก็ทำให้เขาหลงทางกับชีวิตเขาต่อไป มันทำให้เราอยากพยายามมากขึ้น เพราะเราเห็นความสำคัญของการสร้างสิ่งที่นอกเหนือไปจากวิชาการ ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนได้ค้นหาตัวเองได้เจอ

 

อย่างนี้แล้วเทอมแรก เรารู้สึกว่าอะไรคือเรื่องที่ท้าทายที่สุดในเทอมที่ผ่านมา?
 

ช่วงแรกที่เราเข้ามาตั้งแต่ตอนฝึกสอน เรามีความคาดหวังอย่างสูงมากให้เด็กได้ ตอบคำถามที่เราถามได้ในห้องพอแล้ว ตั้งใจบางส่วนพอแล้ว แต่หลายคนที่ยังไม่เปิดใจกับเราเราก็ยังไม่ได้ไปมองจุดนั้นว่าแต่ละคนที่ไม่สนใจเรา มันเป็นเพราะอะไร เราสนใจแค่ภาพรวมอย่างเดียว

 

พอเราได้ feedback มาว่าเราพลาดอะไ ในช่วงแรกเราเกิดความกดดันมากเพราะที่ผ่านมาเราคิดว่ามันโอเค กลายเป็นไม่มีความมั่นใจไปซักพัก แต่พอได้มาอยู่กับตัวเอง ได้รับคำแนะนำจากพี่ๆ LDO เราเริ่มมองอีกมุม จากการไม่มองเด็กที่ไม่ตั้งใจ เราเริ่มเปลี่ยนมุมมองไปเข้าใจเด็กกลุ่มนั้นมากขึ้น เรานำคอมเม้นต์จากพี่ ๆ มาเปลี่ยนมุมมองความคาดหวังของเราต่อนักเรียน

 

เมื่อได้เข้าไปสอนเทอมแรกจริง ๆ เราเจอความล้มเหลวซึ่งถ้าเป็นแต่ก่อน เราคงเครียดกับมันมาก แต่เมื่อเราปรับมุมมองว่าความล้มเหลวก็เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ มันทำให้เรามองเห็นสิ่งที่เราทำไม่สำเร็จเป็นประตูในการพัฒนาตัวเองเหมือนกัน -- ในขณะที่เราพยายามเปลี่ยนนักเรียน นักเรียนก็เปลี่ยนเราไปด้วย เพราะวิธีของเราไม่ได้ถูกเสมอไป เราคิดว่าแม้แต่คนที่ประสบความสำเร็จมาก ๆ แล้ว ก็ยังมีการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เราเลยคิดว่าแล้วเราโทษนักเรียน โทษรอบข้างก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร เราเลือกที่จะเปลี่ยนมุมมองตัวเองเอาปัญหามาเป็นการเรียนรู้พัฒนาตัวเองดีกว่า

 

เราเจออะไรที่เป็นข้อสังเกตุจากการลงไปทำงานในโรงเรียนบ้าง?
 

จากประสบการณ์ส่วนตัวของตัวเอง เราเห็นสิ่งหนึ่งในชุมชนและโรงเรียนคือการเรียนการสอน ครูหลายคนด้วยภาระหน้าที่งานและความเครียด เราเห็นว่ามันส่งผลทำให้ในหลายครั้งครูเลือกที่จะใช้วิธีการดุนักเรียน ซึ่งเราคิดว่ามันยิ่งสร้างบรรยากาศทั้งแก่คนสอนรวมถึงนักเรียนในแง่ลบ เมื่อฟังคำดุอยู่บ่อยครั้ง ทำให้หลายคนเลือกที่จะไม่เปิดใจกับการเรียนรู้ เราจึงคิดว่าการสร้างพื้นที่ปลอดภัยแก่นักเรียนน่าจะเป็นวิธีการหนึ่งที่ดีในการช่วยให้นักเรียนเปิดใจและครูในการสร้างแรงเสริมเชิงบวกแก่ตนเองเช่นกัน เช่น ให้นักเรียนได้เป็นผู้นำการรู้เอง เปลี่ยนนิสัยด้วยตัวเอง นั่นจะเป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงในตัวเองกับนักเรียนจริง ๆ เพราะครูไม่ต้องมาคอยบอกเขาตลอดเวลาว่าต้องเป็นอะไร ต้องทำอะไร แต่เขาสามารถกำหนดและทำด้วยตัวเอง

 

แล้วอย่างในประเด็นสังคมที่เราไปเจอ เราคิดว่าอะไรควรจะต้องเปลี่ยนแปลงบ้าง?
 

เจอเหมือนกันค่ะ นักเรียนบางคนก็เข้ามาโรงเรียน แต่ไม่เรียน มาเฉย พอเราถามว่าเรามาเรียนทำไมไม่เรียน คำตอบที่ได้คือขี้เกียจ ไม่อยากเรียน ซึ่งเราจะได้ยินประโยคแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง และคาดว่าสาเหตุหลักมาจากการนักเรียนไม่เห็นเป้าหมายในชีวิตของตัวอง ไม่รู้ว่าอยากจะเป็นอะไรในอนาคต ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง และไม่เห็นว่าการศึกษาจะช่วยเสริมอนาคตของตนเองให้เกิดขึ้นได้อย่างไร คือรอบข้างในสังคมเป็นเกษตรกรรม เป็นการหาเช้ากินค่ำ เช่น เห็นคนในครอบครัวทำไร่อ้อย หาวันนี้กินวันนี้ จบเป็นวัน ด้วยบริบทนั้นทำให้เขาไม่ได้มองภาพที่ไกลกว่ารอบข้างที่เป็นอยู่ และข้างนอกจะช่วยให้ตัวเขาเองเป็นไปได้มากกว่านี้

 

เวลาถามคำถามว่าอยากเป็นอะไร รุปแบบมันเลยออกมาว่า บอกอยากเป็นทหาร อยากเป็นหมอ มีนะ แต่พอถามถึงวิธีการชัด ๆ หนทางที่จะไปสู่เป้าหมายจริง ๆ หลายคนยังไม่เห็นภาพว่าการที่โตมาในบริบทสังคมนี้ จะเป็นไปตามเป้าหมายด้วยวิธีใดบ้าง

 

แล้วซูซานเองรับมือกับความเชื่อเหล่านี้อย่างไร?
 

เราพยายามทำความเข้าใจเด็กก่อน เราสอนเด็ก เด็กไม่ฟัง ไม่ตั้งใจเรียน เราต้องเริ่มต้นที่ว่า เค้าโตมาแบบไหน คิดอะไร แม้ในวันนี้เค้ายังไม่ได้ผล แต่เราจะหาคำตอบไปเรื่อย ๆ ถามไปเรื่อย ๆ กับนักเรียนให้เขาสามารถตระหนักรู้ได้ด้วยตัวเอง เช่น เราลองถามว่า เรียนคาบนี้ต้องจดไหม นักเรียนบอกต้องจด เราก็จะถามต่อว่าเพราะอะไรและรอฟังคำตอบ เราเชื่อว่าการให้เขาได้คิดและตอบคำถามมันจะช่วยทบทวนตัวเอง และเกิดการตระหนักรู้กับสิ่งที่เป็นและต้องการจะไปถึง

 

มีนักเรียนอยู่คนนึง โดดเรียนไปเล่นเกม จนที่บ้านเกือบจะไม่ให้เรียนต่อ แต่ที่บ้านให้โอกาสเค้าอีกครั้งในการกลับมาเรียน เราเข้าไปพูดคุยกับเขาและลองใช้วิธีสุ่มถามในห้อง ซึ่งพอเค้าตอบได้ เราก็ให้แต้มบ้าง เพื่อนชื่นชม ปรบมือให้เค้าบ้าง และมันทำให้บรรยากาศทั้งห้องนักเรียนหลายคนเริ่มอยากจะเรียน วันนั้นเด็กคนนั้นปกติจะจดไม่เคยเสร็จ ๆ เราเลยลองเข้าไปถามนักเรียนดูว่าเพราะอะไรและรู้ว่าหลายคนคือเรียนไม่ทัน สรุปคือจริง ๆ แล้วหลายครั้งเราสามารถเสริมพลังบวกให้นักเรียน เค้าแค่ต้องการคนที่เชื่อในเค้าในการผลักดันศักยภาพตัวเองออกมา

 

ตลอดเกือบ 1 เทอมที่ผ่านมา อะไรคือบทเรียนสำคัญของตัวเอง?
 

ความท้อแท้ คือบทเรียนอันใหญ่ของเรา ช่วงแรกเราท้อมาก เราไม่ไหวมาก เคยคิดว่าถ้าเป็นครูปกติก็ทำไปให้เสร็จก็พอ แต่พอมาอยู่กับเป้าหมายที่เราอยากจะให้เด็กได้การเปลี่ยนแปลงจริง ๆ มันดังพลังฮึบขึ้นมา เรารู้สึกว่าเรามีพลังมากขึ้น เวลาเราตั้งเป้าหมายเราตั้งใหญ่ได้ แต่การเดินทางของเราบางทีต้องเล็กลอง เราต้องค่อย ๆ เรียนรู้และเดินทางไปทีละนิด ความล้มเหลวของเราก็เป็นการเรียนรู้ต่อตัวเอง เช่นเดียวกันกับการสอนนักเรียนเช่นกัน สิ่งนี้ก็สอนเรากลับมามองความล้มเหลวเป็นสิ่งที่ไม่เป็นไร เราจัดการกับความคาดหวังได้มากขึ้น ดูแลความรู้สึกตัวเองปรับมุมมองตรงนี้ ให้กำลังใจตัวเองตรงนี้ การเรียนรู้ของตัวเองมีพลังและไฟมากขึ้น

 

สุดท้ายแล้ว อยากบอกอะไรกับคนรุ่นใหม่ที่สนใจประเด็นการศึกษา?
 

อยากบอกว่ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนและช่วยเหลือสังคมด้วยกันค่ะ นอกจากการเปลี่ยนแปลงรอบข้าง แต่ประสบการณ์ตรงนี้เป็นการเปลี่ยนตัวเองด้วยเช่นกัน

 
ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์
เลขที่ 102 ชั้น 7 อาคารอรรถกระวี 2 ซ.อารีย์ ถ.สุขุมวิท 26
แขวงคลองตัน เขตคลองเตย 10110
ลงทะเบียนรับข่าวสารได้ที่นี่
ติดตามโพสต์ล่าสุดของเรา
© 2018 Teach For Thailand. All rights reserved.
A Partner in the Global Education Network