เรื่องเล่าจากห้องเรียน
Classroom Impact and Inspiration - คุยกับกรีน กรีนฐิณญาภัทร์ ลาเตะ "นักสื่อสาร และความสำคัญในการโน้มน้าวเพื่อเปลี่ยนแปลง"



เราต่างทราบดีว่า ครูเป็นบุคคลสำคัญที่จะช่วยผลักดันการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนให้เกิดผลกระทบเชิงบวกขึ้น
แต่ภายใต้ภาระหน้าที่ต่าง ๆ มากมายที่ครูต้องรับผิดชอบ หลายครั้งทำให้ครูไม่สามารถที่จะทำงานเพื่อนักเรียนได้อย่างเต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น

ทางทีมงานได้มีโอกาสในการพูดคุยกับกรีน กรีนฐิณญาภัทร์ ลาเตะ ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 4 ที่สอนอยู่โรงเรียนเก้าเลี้ยววิทยา ในปีที่สองของกรีน เราได้ยินเกี่ยวกับเครื่องมือในการติดตามการแก้ 0 แก้ ร. ที่มีประสิทธิภาพในการช่วยให้ครูเข้าใจที่มาที่ไปของนักเรียนว่าทำไมถึงไม่ผ่านวิชานั้น ๆ รวมถึงการทำงานร่วมกับบุคคลากรในโรงเรียนที่ดึงผู้คนในพื้นที่ ตั้งแต่ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ด้วยกัน

ความน่าสนใจของการพูดคุยกับกรีนอยู่ที่ทัศนคติและวิธีคิดในการแก้ปัญหาในโรงเรียนของเขา การมองตัวเองว่าเป็น 'นักสื่อสาร' มากกว่าการเป็น 'ครู' หนึ่งคน ทำให้กรีนมีเป้าหมายชัดเจนมากกว่าการเปลี่ยนแปลงภายในห้องเรียน แต่เป็นการทำอย่างไรให้ผลกระทบเชิงบวกถูกผู้คนในพื้นที่นำไปริเริ่มใช้เอง เพื่อสร้างความยั่งยืนในการเปลี่ยนแปลงแม้ในวันที่กรีนจะจบออกไปจากโครงการแล้วก็ตาม และด้วยความเป็นนักสื่อสารนั่นเอง ทำให้กรีนมีทัศนคติที่เป็นกลางต่อเหตุการณ์และผู้คน ซึ่งนั่นสร้างความได้เปรียบในการทำงานร่วมกับคนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เรามาตามเส้นทางของกรีนกันดูว่า จุดเริ่มต้นของเขาจนถึงวันนี้ มีที่มาอย่างไร



ก่อนหน้ามาเข้าโครงการทำอะไรมาก่อน? 
เป็นนักศึกษาฝึกงานที่ Thaipbs มาก่อน สนใจด้าน creative และการสื่อสาร เพราะจบด้านนิเทศน์มาจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ครับ ตอนแรกอยากเข้าไปทำงานสายสื่อสารมวลชนเลย แต่จุดที่เป็นจุดเปลี่ยนแปลงทำให้สนใจประเด็นการศึกษาขึ้นมา คือการได้เข้ามาอ่านใบสมัครของโครงการทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ เราเริ่มรู้สึกว่าในบทบาทของการเป็นนักสื่อสารเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม การศึกษาเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งที่สำคัญ และเราเคยได้ยินแต่คนพูดมาเยอะว่าการศึกษาคือต้นตอของปัญหา แต่เราเห็นคนมาทำจริงน้อยมาก เราอยากเป็นคนที่ทำมากกว่าคนที่พูด นั่นเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมสมัครเข้าร่วมโครงการครับ

หลังเข้ามาแล้วเป็นอย่างไร
เราวางตัวเองเป็นนักสื่อสารมากกว่าครู เนื่องจากจบสายนิเทศน์มา ทำให้ชอบนำทฤษฎีที่เรียนมาปรับใช้ในห้องเรียน ผลลัพธ์คือทำให้นักเรียนจัดการตัวเองได้โดยเราไม่ต้องจัดการมาก เราเชื่อว่าห้องเรียนเหมือนรายการวาไรตี้ แต่ละห้องเรียนก็เหมือนคนละรายการกัน นักเรียนแต่ละคนมีความสามารถในการสื่อสารไม่เท่ากัน เราจึงต้องมีวิธีสื่อสารต่างกัน เช่น ถ้ารับรู้เร็วจะสื่อสารแบบกลุ่ม แต่ถ้ารับรู้ช้ากว่าจะต้องเอาออกมาเรียนเดี่ยวเพื่อให้สื่อสารเข้าใจง่ายขึ้นและเรียนพร้อมเพื่อนได้ทัน

 

บริบทโรงเรียนที่พบ
ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ คือ นักเรียนมีทัศนคติว่าการติด 0 ร เป็นเรื่องสนุก ถึงแก้มาก็ได้แค่ 1 ไม่ได้มีผลกับชีวิตมากนัก และไม่มีครูมาบอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ รวมทั้งพบว่ากระบวนการเก็บคะแนนไม่เป็นระบบ เราสังเกตว่าการแก้ 0 แก้ ร ในโรงเรียนมีตัวชี้วัดที่ค่อนข้างแตกต่างกันมาก ๆ ในครูแต่ละคน เช่น มีตัวชี้วัตในวิชาดนตรีบอกว่าให้นักเรียนร้องเพลงได้อย่างไพเราะ แต่นักเรียนคนนั้นอาจจะไม่ใช่ความถนัดของเขาเลย พยายามร้องแค่ไหนอย่างไรก็ไม่เพราะ แล้วผลลัพธ์ก็คือติด ร. ติด 0 ซึ่งเรารู้สึกว่าสิ่งนี้มันต้องเปลี่ยนแปลง

การแก้ปัญหาในโรงเรียน
เริ่มจากแก้ทัศนคติโดยการสื่อสารให้นักเรียนตระหนักว่าเกรดคือตัวเลขที่บอกถึงความรับผิดชอบ มีการขอดูเกรดจากระบบเพื่อให้ได้ตัวเลขที่แท้จริง เก็บข้อมูลสาเหตุที่นักเรียนติด 0 ร เยอะมาก ทำให้สามารถแบ่งสาเหตุได้ 2 กลุ่มหลัก คือจากระบบ (ครู การเก็บคะแนน มาตรฐาน ฯลฯ) และจากตัวนักเรียนเอง รวมทั้งให้นักเรียนช่วยแสดงความคิดเห็นวิธีการในการลดจำนวนนักเรียนที่ติด 0 ร ซึ่งได้ข้อสรุปร่วมกันว่าให้ทำ tracking system เพื่อติดตามนักเรียนที่ติด 0 ร โดยเริ่มจากห้องที่เป็นที่ปรึกษาก่อน เราจึงค่อย ๆ ขยับไปสายชั้นต่าง ๆ ที่เราสนิทและรู้จักคุณครู




กระบวนการแก้เกรด 0 ร ในโรงเรียน
หลังทำ tracking 0 ร ของเด็กจนจบเทอมแรก พบว่าเหลือคนติดเพียง 30% จึงสืบหารายละเอียดสาเหตุจากรายวิชาเพิ่มเติม เช่น ครูไม่สั่งงาน สั่งงานตามอำเภอใจโดยไม่คำนึงถึงความสามารถนักเรียน หรือติดค้างงานจากเทอมก่อนๆ เป็นต้น เพื่อหาทางแก้ไขในเชิงลึกมากขึ้น โดยติดต่อให้ครูท่านอื่นช่วยเหลือ และชี้แจงให้เห็นว่าจุดประสงค์ที่ทำเพื่อให้นักเรียนจบม.3 มากขึ้น ทำให้ไม่หลุดออกนอกระบบกลางคัน รวมทั้งใช้ทักษะการสื่อสารเชื่อมโยงนโยบายผอ.เข้ากับสิ่งที่จะทำ ทำให้ครูท่านอื่นสนับสนุนมากขึ้น และชี้แจงให้นักเรียนเห็นเป็นกุศโลบายว่าหากไม่แก้จะเกิดอะไรขึ้นโดยกำหนด deadline ที่ชัดเจน เพื่อให้นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญ และมีบทลงโทษนักเรียนที่ไม่แก้ 0 ร เช่น ทำความสะอาดห้องเรียนไปจนถึงระดับโรงเรียน 

นอกจากนี้ กรีนสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ปกครองโดยรายงานผลการเรียนให้ทราบอย่างใกล้ชิด และให้ช่วยร่วมมือดูแลนักเรียนในการแก้เกรด 0 ร เช่น ลดค่าขนมหากนักเรียนไม่ทำงานแก้เกรด พร้อมติดตามจนกว่าจะส่งงาน และให้รางวัลเมื่อนักเรียนแก้เสร็จ 

หลังจากเริ่มผลักดันวิธีการนี้ได้ต่อเนื่อง ผอ.เริ่มเห็นว่าวิธีการได้ผล จึงประกาศในที่ประชุมให้ครูท่านอื่นลองนำวิธีของกรีนไปปรับใช้กับนักเรียนของตนเอง และติดตามประเมินผลครูอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ครูท่านอื่นให้ความร่วมมืออย่างดีเมื่อเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น




ได้พัฒนาทักษะอะไรบ้าง
ทักษะการจัดการต่างๆ การทำงานให้เป็นผู้ใหญ่ การสื่อสารในองค์กร ซึ่งกรีนเน้นการสร้างทฤษฎีขึ้นใหม่จากฐานข้อมูลที่มีผ่านการเก็บข้อมูลอย่างจริงจัง การสื่อสารเป็นหัวใจหลักเลยก็ว่าได้ที่เราได้พัฒนา จากเดิมที่เราก็มีทุนในเรื่องนี้อยู่ แต่การทำงานในบริบทโรงเรียน เราต้องยอมรับว่ามันมีระบบอำนาจข้างในองค์กร ซึ่งการวางตัวของเราสำคัญอย่างมากที่เราจะได้ความเชื่อใจและการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

ผมเริ่มจากการสร้างความเชื่อใจด้วยการทำกิจกรรมโรงเรียน เค้าให้ไปเป็น MC ก็ทำ เพราะเรารู้ว่ายิ่งเราทำ เรายิ่งได้ (ความเชื่อใจ) และเราก็จริงใจในการกระทำของเรา ว่าเรามาด้วยเจตนาที่ไม่ได้จะเอาประโยชน์อะไรจากการทำเลย เราบอกเสมอว่า 2 ปีในบทบาทครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง เราเต็มที่กับการทำงานเพื่อพัฒนานักเรียน ด้วยเหตุนี้ที่เราสื่อสารและทำออกไปอย่างสม่ำเสมอ เราวางท่าทีเป็นมิตรกับทุกคน ทำให้การทำงานของเราง่ายขึ้นมาก และเราได้ความเชื่อใจจากทุกฝ่ายในการทำงาน 

สุดท้ายแล้ว กรีนคิดว่าทำไมต้องมีคนจากหลายหลายสาขามาเข้าร่วมโครงการ?
กรีนเชื่อในประโยคที่ว่า “คนทำไม่ได้พูด แต่คนพูดไม่ได้ทำ” การเป็นครูคือการใช้ทักษะที่เราเรียนจากสาขาต่างๆ มาช่วยนักเรียนในทางสร้างสรรค์ ไม่เกี่ยวกับว่าจบครูหรือไม่ และไม่อยากให้ทุกคนนำคำว่า  “ครู” มาทำลายความเป็นตัวเอง เพราะเชื่อว่าทุกคนสามารถมองตัวเองให้หลุดจากกรอบของครูได้ เช่น คนที่จบการสื่อสาร อาจมองตัวเองว่าเป็นนักสื่อสารอย่างไรให้นักเรียนเข้าใจ หรือจบด้านสาธารณสุข อาจมองว่าจะทำอย่างไรให้นักเรียนซึ่งเป็นผู้ป่วยจากความไม่รู้ได้มีความรู้มากขึ้น หากจบการตลาด ก็อาจมีวิธีแปลกใหม่ที่ทำให้นักเรียนซึ่งมองว่าเป็นลูกค้าซื้อของเรา (รับความรู้จากเรา) ที่สำคัญคือเราต้องเป็นครูในแบบของเราเอง และเชื่อว่าทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงการศึกษาได้ แค่ลองเปิดใจ

ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์
เลขที่ 102 ชั้น 7 อาคารอรรถกระวี 2 ซ.อารีย์ ถ.สุขุมวิท 26
แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
ลงทะเบียนรับข่าวสารได้ที่นี่
ติดตามโพสต์ล่าสุดของเรา
© 2018 Teach For Thailand. All rights reserved.
A Partner in the Global Education Network