เรื่องเล่าจากห้องเรียน
Ambassador Stories - Girl Rising เรื่องการศึกษาของเด็กผู้หญิงที่เด็กผู้ชายก็เรียนได้



จะดีแค่ไหนถ้าหนังหนึ่งเรื่อง ให้เราได้มากกว่าความรู้สึกดี
แต่เป็นแรงบันดาลใจในการมีความฝัน และความมุ่งมั่นในการใช้ชีวิตที่ยากลำบากให้ผ่านพ้นไปได้


ทีมองค์กรสัมพันธ์ของ Teach For Thailand ได้ยินเกี่ยวกับหนึ่งในโปรเจ็กต์ที่น่าสนใจอย่าง ‘Girl Rising’ ที่ว่าด้วยสอนหลักสูตรเกี่ยวกับความสำคัญของการศึกษาในเด็กผู้หญิง สิทธิความเท่าเทียมทางเพศ ไปจนถึงเรื่องการเคารพในความฝันของตนเองและผู้อื่น โดยไม่มีกรอบจำกัดว่าหลักสูตรนี้จะเป็นสิ่งที่เรียนได้แค่ในเด็กผู้หญิง แต่เด็กผู้ชายก็สามารถเรียนได้เช่นกัน

ที่น่าตื่นเต้นสำหรับเราในวันนี้ คือการที่เราได้เห็นการทำงานร่วมกันระหว่างศิษย์เก่าและครูทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ ที่ยังทำงานในเป้าหมายเดียวกันในการพัฒนาการศึกษา แม้ว่าจะอยู่ในบทบาทที่แตกต่างกันออกไปก็ตาม

 

ซ้าย: แพรว วรินทร จิวระประภัทร์ ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 4 ขวา: ปุ๊บ ฐานิตา ภูวนาถนรานุบาล ศิษย์เก่าผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 2
ซ้าย: แพรว วรินทร จิวระประภัทร์ ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 4 ขวา: ปุ๊บ ฐานิตา ภูวนาถนรานุบาล ศิษย์เก่าผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 2

 

วันนี้เราได้มีโอกาสคุยกับ ปุ๊บ ฐานิตา ภูวนาถนรานุบาล ศิษย์เก่าผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 2 ในตำแหน่งปัจจุบันของเธอกับผู้ดูแลหลักสูตรของประเทศไทย รวมถึงได้มีโอกาสได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคาบเรียน Girl Rising ที่สอนโดยแพรว วรินทร จิวระประภัทร์ ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 4 ที่โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ กับคาบสุดท้ายของชมรมนี้ เราลองไปฟังเรื่องราวของ Girl Rising ผ่านปุ๊บและแพรวไปพร้อมกัน


จุดเริ่มต้นของการเข้าไปทำงานใน Girl Rising

“ตอนนั้นปุ๊บทำกับ DLTV มูลนิธิทางการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมเป็นช่วงที่สัญญาจะหมดพอดี เราก็กลับมาสำรวจตัวเองดูว่าอยากทำอะไรต่อ ซึ่งก็คือยังอยากทำด้านการศึกษาต่อ ก็เลยเช็คเมลของทีช แล้วก็เลยเจองานของ Girl Rising ในตำแหน่ง Curriculum Consultant บวกกับพี่ตะแนะนำมา จริง ๆ เราก็ไม่เคยทำงานนี้มาก่อนเหมือนกัน แต่ประสบการณ์ที่เป็นครูที่เราเคยทำแผนการสอนมาบ้างก็ทำให้จุดประกายความสนใจของเรา”

Girl Rising เป็นมูลนิธิด้านการศึกษา โดยมีเป้าหมายในการเปลี่ยนความคิดของสังคมและโลกให้คุณค่ากับเด็กผู้หญิง และการศึกษาของเด็กผู้หญิง โดยมูลนิธินี้ตั้งมาจาก Filmmaker โดยตั้งโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ความแร้นแค้นหมดไปจากโลก และค้นพบว่ามันคือการศึกษาที่จะช่วยให้ผู้หญิงหลุดพ้นจากปัญหานี้ จึงเป็นที่มาทำให้หลักสูตรต่าง ๆ จะเด่นมาจากเรื่องหนังเป็นหลัก
 
“จุดเริ่มต้นที่มาเริ่มทำกับทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ มาจากเครือข่าย Teach For All ที่ทาง Girl Rising ติดต่อไป เนื่องจากทางมูลนิธิเล็งไว้ว่าจะเข้า 2 ประเทศอยู่แล้ว คือปากีสถานและไทย เค้าก็เลยติดต่อ Teach For All เข้ามาและได้ Teach For Thailand เป็นพาร์ทเนอร์ในประเทศไทย ตอนแรกที่ปุ๊บเข้าไปก็ไปทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหลักสูตร หน้าที่ของเราคือทำงานปรับหลักสูตรของทางมูลนิธิให้เข้ากับบริบทประเทศ ซึ่งในที่นี้ก็คือประเทศไทย โดยเราทำกับโรงเรียนจาก Teach For Thailand 3 โรงเรียนและอีก 4 โรงเรียนกับองค์กรพันธมิตรอื่นๆ รวมทั้งหมดประมาณ 7 โรงเรียนค่ะ”


แล้วหลักสูตรนี้เกี่ยวกับอะไรบ้าง?
“หลักสูตรหลักที่เป็นเป้าหมายของ Girl Rising มีอยู่ 2 ประการหลัก อย่างแรกคือการตั้งเป้าหมาย ฝันอย่างไรทำอย่างไรให้ไปถึง และพยายามช่วยเด็กวางแผนและติดทักษะต่าง ๆ ตั้งแต่การสื่อสาร การวางแผนและตั้งเป้าหมายและการสร้างแรงบันดาลใจผ่านเรื่องราวของคน อย่างที่บอกว่าหลักสูตรส่วนใหญ่จะเป็นหนังที่เป็นแนวสารคดีชีวิตจริงของเด็กผู้หญิงที่เผชิญหลากหลายปัญหาในบริบทที่แตกต่างกันหลายประเทศ อย่างที่สองที่คือการสร้างความรู้เรื่องสิทธิความเท่าเทียม เราก็ต้องยอมรับว่าหน้างานไม่ง่ายอย่างที่คิดเนื่องจากการทำงานในโรงเรียนระบบการศึกษาของไทยก็จะมีข้อจำกัดบางอย่างจากโครงการที่ไม่ได้มาจากเขตโดยตรง เราก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะถูกลดบทบาทความสำคัญลงไป ข้อดีคือประสบการณ์จากการที่เราเคยเป็นครูของ Teach For Thailand ทำให้เราเข้าใจข้อจำกัดของครูที่จะเอาหลักสูตรไปสอน และทำให้เราอธิบายกับทีมจากอเมริกาได้ชัดเจนขึ้น”
 
ครูและเด็กส่วนใหญ่ชอบในหลักสูตรดังกล่าวนะ มีเด็กคนหนึ่งที่เราเจอที่เชียงของแล้วหลังจากดูหนังจบแล้วบอกกับเราว่า “เด็กที่อยู่ในหนังเจออุปสรรคมาเค้ายังไม่ยอมแพ้เลย เราเองจะยอมแพ้ได้อย่างไร” หรืออย่างหนังเรื่องหนึ่งที่เป็นการตามติดเด็กผู้หญิงจากเนปาล นักเรียนคนหนึ่งจากโรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนา คลองเตย ยังกล่าวว่า “ไม่คิดเลยว่าจะมีคนที่อยู่แย่กว่าเราอีก บ้านของเราว่าลำบากแล้วแต่ในหนังบ้านเด็กคนนั้นคืออยู่บนทางเท้าเลย” หนังเหล่านี้มันช่วยสะท้อนว่าชีวิตของคนมีคนที่ลำบากกว่าเสมอ ทำให้เด็ก ๆ ที่ไม่เห็นคุณค่าในตัวเองได้ดูหนังแล้วเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองขึ้นมา
 
น่าเสียดายที่เมื่อคุยกับปุ๊บแล้วพบว่า Girl Rising ที่ตอนนี้อยู่ในช่วง Pilot อาจจะต้องลดช่วงระยะเวลาในการทำลงมาจาก 12 สัปดาห์มาเหลือประมาณ 6 สัปดาห์แทน เนื่องด้วยบริบทโรงเรียนที่ภาระงานครูก็ค่อนข้างเยอะอยู่แล้วและบริบทโรงเรียนที่มีกิจกรรมอยู่เสมอ รวมถึงคาบชมรมที่พร้อมจะถูกแทนที่ด้วยภารกิจอื่นอยู่ตลอดเวลา ทำให้หลักสูตรดังกล่าวอาจจะต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับข้อจำกัด อีกอย่างคือพยายามให้ตัวหลักสูตรสามารถสอดคล้องให้เข้ากับวิชาต่าง ๆ เช่น สังคม วิทยาศาสตร์ ได้หรือไม่ จะได้ไม่ต้องพึ่งคาบชมรมเพียงอย่างเดียว

 

คุยกับครูแพรวรุ่นที่ 4 และนักเรียนที่ได้ร่วมกิจกรรม
จากที่เกริ่นไว้ว่าเราได้มีโอกาสเข้าร่วมคลาสหนึ่งของ Girl Rising ที่โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ คาบนั้นเป็นคาบสุดท้ายของชมรมที่ให้นักเรียนได้มาทบทวนความรู้สึกและสิ่งที่ได้เรียนรู้ตลอดทั้ง 12 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เข้าไปพูดคุยกับนักเรียนและครูแพรวเกี่ยวกับกิจกรรมนี้สั้น ๆ เกี่ยวกับที่มาที่ไปและสิ่งที่ได้รับตลอดการทำงาน

“แพรวเห็นอีเมลว่าเป็นหลักสูตรใหม่ ๆ บวกกับเรามีเวลาที่ว่างพอดีที่อยากให้เด็กได้เรียนรู้อะไรแตกต่างและได้ประสบการณ์ใหม่ๆ พอมันเป็นเรื่องของเด็กผู้หญิงที่เด็กผู้ชายก็เรียนได้ หลายอย่างที่เด็กได้เรียนรู้เช่นความฝันของเขา หลายคนของมองว่าไม่สำคัญ แต่หลักสูตรนี้มันช่วยทำให้เด็กเข้าใจถึงความสำคัญ และการเชื่อมโยงเข้ากับชีวิตประจำวันของพวกเขาก็ช่วยทำให้เด็กเข้าใจหลายเรื่องได้ง่ายขึ้นมาก ๆ ”

“ตอนคาบแรกแก๊งเด็กผู้ชายไม่ค่อยมีใครสนใจ เพราะด้วยชื่อของโครงการด้วยแหละ (Girl Rising) คิดว่าเป็นเรื่องของเด็กผู้หญิง แต่พอได้ดูหนังไปเรื่อย ๆ ที่หลายเรื่องไม่ได้จำกัดแค่ในเรื่องเพศ แต่เป็นแนวคิดทัศนคติในการใช้ชีวิต ทำให้หลายคนอินกับมัน ว่ามันเป็นเรื่องสิทธิที่เออทำไมผมเป็นผู้ชาย ผมได้ แต่เด็กผู้หญิงหลายคนกลับไม่ได้สิ่งนั้น และเราแปลกใจเหมือนกันที่เห็นเค้าก็ตั้งใจในห้องเรียนมากขึ้น รวมถึงหลายอย่างที่เด็กได้สะท้อนความคิดตัวเองออกมาในวิธีการที่อ่อนโยนมาก ทั้ง ๆ ที่ปกติเวลาเด็กเหล่านี้พูดจะพูดด้วยท่าทีห้วน ๆ แต่เราเห็นความประณีประนอม ให้กำลังใจเพื่อนมากขึ้น ในมุมเด็กผู้หญิงเค้ามีความมั่นใจมากขึ้น หลายคนกล้ายกมือตอบ รู้ว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ปลอดภัย และมีความกล้าที่จะแสดงออกได้อย่างเห็นได้ชัด”

“เราเองก็ได้ประโยชน์ เราได้พัฒนาวิธีการสอนของเราเอง ทักษะการสื่อสารในหัวข้อที่เป็นนามธรรม ได้ทักษะการจัดการเรียนรู้ เพราะเราไม่ได้เป็นคนสอน แต่เค้าจะดึงความคิดตัวเองออกมา และได้เป็นผู้ฟังที่ดีมากขึ้น หลายครั้งไม่คิดเลยว่าจะทำสำเร็จด้วยอุปสรรคที่มี ต้องขอบคุณเด็ก ๆ ที่มีความยึดมั่นที่จะมาชมรม เวลาตรงนี้เป็นส่วนนอกเวลาเรียนและเขามาด้วยตัวเขาเอง เขามาโดยไม่ได้มาเพราะต้องมา เหมือนกับเราเช่นกันที่ทำด้วยใจ ทำให้พื้นที่ตรงนี้เป็นอะไรที่พิเศษสำหรับนักเรียนและเราอย่างมากเลย”



ซ้าย: น้องแม็กซ์ นักเรียนของครูแพรว


แม็กซ์ เป็นนักเรียนที่เราได้เข้าไปพูดคุยด้วยสั้น ๆ หลังจบกิจกรรมและได้บอกกับเราด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“รู้สึกดีครับ ชอบที่ครูสอนสนุก สอนดีมีความรู้ ปรับใช้ในชีวิตได้จริง ชอบกิจกรรมที่ได้เล่นเกมครับ ฮ่าๆๆ
ผมชอบหนังที่ได้ดู เราเห็นวิธีคิด เห็นชีวิตที่ลำบากกว่าเรา มันอาจจะเอาไปใช้ได้หลายเรื่องเลยครับ ทำอะไรต้องทำอย่างตั้งใจ นึกถึงคนอื่นที่อยากทำแต่ไม่มีโอกาส”

“ความฝันของผมอยากเป็นนักดนตรี เพราะก็แค่อยากทำตามฝันที่เราตั้งใจ พอมาเข้าร่วมกิจกรรม มันทำให้เรามุ่งมั่นกับความฝันของเรามากขึ้นที่จะทำให้เป็นจริงครับ” แม็กซกล่าวทิ้งท้าย



อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ปุ๊บยังคงมุ่งทำงานในด้านการศึกษาต่อแม้จบจากโครงการไปแล้ว? 
“เราสนใจการศึกษามาอยู่แล้วตั้งแต่เรียน การสมัครมาเป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับ Teach For Thailand เป็นสนามที่ให้เราได้เข้ามาลองเชิงว่าเราอินเรื่องการศึกษาจริง ๆ หรือไม่ สร้างการเปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน แล้วประสบการณ์มันทำให้เราเห็นว่ามันเป็นไปได้ ทำให้เรารู้ว่าเราอยากสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับนักเรียน และที่สำคัญคือเราเข้าใจว่าระบบการศึกษามันมีอีกหลายอย่างที่ต้องแก้มาก ๆ คือถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ เราเป็นคนที่ทำได้ก็แก้ไปก่อนเลยดีกว่า นอกจากนี้การเป็นครูมันทำให้เราเห็นว่าการศึกษามันมีหลายด้านมากซึ่งจริง ๆ แล้วมันมีหลายด้านมาก มีทำหลักสูตร มีอบรม มันเปิดโลกให้เราได้เห็นว่ามีสายให้เดินไปได้หลากหลายมากมาย”

“ความเป็นเครือข่ายผู้นำเพื่อสร้างความเท่าเทียมให้การศึกษา มันเป็น Promise ที่ค่อนข้างจริงในระดับหนึ่งเลยนะ ตั้งแต่ปุ๊บจบจากการเป็นครูที่ Teach For Thailand มา งานทุกอย่างที่ได้มาแทบจากผ่านทีช ทั้งหมดเลย ตั้งแต่ SSIV (หนึ่งในโปรเจ็กต์ของมูลนิธิ Saturday School โดยยีราฟ ศิษย์เก่ารุ่นที่ 1 ของ Teach For Thailand)  มาทำที่ DLTV จนมาถึง Girl Rising ปุ๊บว่า Teach For Thailand มันเป็นศูนย์รวมของ ‘คนตัวจี๊ด’ มันมีโปรเจ็กต์อะไรที่ให้เล่นได้ตลอดเวลา แล้วนี่ขนาดจบออกไปแค่ 3 รุ่นยังมีอะไรให้ทำเยอะขนาดนี้ ไปเรื่อย ๆ จะไปเยอะขนาดไหน แล้วพอเป็นกลุ่มคนตัวจี๊ดก็เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่ามาก ถึงเวลาอะไรก็อยากทำงานกับคนกลุ่มนี้ต่อ เช่น อย่าง TedClub ที่เริ่มทำกับสกาย (รุ่นที่ 2) ในตอนแรก ตอนนี้ก็มีพี่นัท (รุ่น 1) มีมิใหม่ (รุ่น 2) มีน้องแพรว (รุ่น 4) และเตย (รุ่น 3) ที่มาร่วมทำด้วยกันในปัจจุบัน คือในวงการการศึกษามันก็จะวนกลับมาอยู่ดี เพราะวงนี้มันมีแต่คนที่ไฟแรงเหมือนกัน”

“พอนึกย้อนไป ประสบการณ์ช่วง 2 ปี จึงเป็นอะไรที่สำคัญมากในกล้าลงมือทำในสิ่งที่ตนเองมองว่าอยากทำและสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ มันคือความกล้าของเราเลยที่จะกล้าเข้าไปทำไหม ซึ่งโอกาสต่าง ๆ มันจะเริ่มเข้ามาเมื่อเราเริ่มลงมือทำ”

จากการพูดคุยกับปุ๊บและแพรวผ่านโครงการ Girl Rising ทำให้ตัวผมเองได้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงการศึกษา และความสำคัญของเครือข่าย ‘คนตัวจี้ด’ ที่กำลังทำงานในบทบาทที่แตกต่างกัน แต่มุ่งเป้าหมายไปในทางเดียวกันคือการพัฒนาการศึกษาและสร้างผลกระทบเชิงบวกสูงสุดให้แก่นักเรียน ผมเชื่อว่าโครงการนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้หลายคนได้เห็นถึงความเชื่อมโยงถึงกันระหว่างศิษย์เก่าและครูที่อยู่ในโครงการ และเราเชื่ออย่างยิ่งว่าจะได้เห็นความร่วมมือกันแบบนี้อีกต่อไปเรื่อย เมื่อเครือข่ายของเราเติบโตขึ้นไป

 


 
ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์
เลขที่ 102 ชั้น 7 อาคารอรรถกระวี 2 ซ.อารีย์ ถ.สุขุมวิท 26
แขวงคลองตัน เขตคลองเตย 10110
ลงทะเบียนรับข่าวสารได้ที่นี่
ติดตามโพสต์ล่าสุดของเรา
© 2018 Teach For Thailand. All rights reserved.
A Partner in the Global Education Network