เรื่องเล่าจากห้องเรียน
เรื่องเล่าของครูน้อย : จากวิศวกรสู่ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง


"ผมเชื่อว่านักเรียนของผมไปได้ไกลกว่าสิ่งที่เค้าฝัน"

นี่คือสิ่งที่น้อย สุทธิชัย เดชศรี บอกกับผมให้ใส่ลงไปเป็น 'tagline' ในการเล่าเรื่องเกี่ยวกับเขาผ่านเรื่องเล่าการทำงานในหนึ่งเทอมที่ผ่านมาในฐานะ 'วิศวกร' แต่ปัจจุบันน้อยเป็นคุณครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่โรงเรียนมัธยมปุรณาวาส โรงเรียนที่มีครูทีช ฟอร์ ไทยแลนด์อยู่ในทุกรุ่น (ตั้งแต่รุ่นแรก จนถึง รุ่นที่ 5) ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครที่มีความท้าทายลำดับต้น ๆ ทำให้เราสนใจว่าอะไรที่ดลใจให้น้อย จากวิศวกรสู่เส้นทางการศึกษา มีจุดเริ่มต้นและความคิดเห็นอย่างไรบ้างหลังจากผ่านการทำงานมาหนึ่งเทอม

อะไรเป็นจุดเริ่มต้นให้เข้ามาทำงานสายการศึกษา?

"หลังจากปลดจากทหารเกณฑ์ที่ปัตตานี 2 ปี ผมไม่มีความมั่นใจเลยที่จะเริ่มทำงานเป็นวิศวกร ตามสายงานที่ตัวเองจบมา เพราะคิดเอาเองว่าคงไม่มีใครอยากจ้างคนที่ว่างเว้นจากการทำงานสายวิศวะมาตั้ง 2 ปีหรอก ผมเลยตัดใจออกมาสอนคณิตที่ผมคุ้นเคย ซึ่งผมทำเป็นงานเสริมตั้งแต่ช่วงที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ ทำงานสอนมาได้สักระยะหนึ่งเราก็เกิดคำถามกับตัวเองว่า เราจะไม่ลองทำงานที่เราเรียนจบมาจริงเหรอ ? มันจะกลายเป็นคำถามในใจเราตลอดชีวิตหรือเปล่า แบบเครื่องจักรที่เคยเขียน ประแจที่เคยขัน มันเรียกร้องให้เรากลับไปจับมันอยู่ตลอดเวลา เมื่อทนความเรียกร้องของใจไม่ได้ ผมตัดสินใจไปทำงาน กับบริษัทวิศวะเอกชนแห่งหนึ่ง จำได้ว่าช่วงปีแรกเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก ๆ เหมือนเราได้กลับไปในวงการที่เราคุ้นเคยอีกครั้ง กลับไปเห็น Drawing ที่วางเกลื่อนอยู่บนโต๊ะ รองเท้า Safety หมวก Safety เราสนุกมากกับการทำงาน คิดไม่ผิด ที่กลับมาในวงการนี้"


 
"หน้าที่หลักของเราคือการขายงาน คิดราคาเครื่องจักรหรือโครงการต่าง ๆ พร้อมทั้งประสานงานกับฝ่ายแบบและฝ่ายผลิต มันเป็นอะไรที่ลงตัวมาก ตรงกับจริตเราเกือบทุกอย่าง เราไม่ได้ชอบที่จะอยู่โรงงานตลอดเวลา เราคิดว่างาน Estimating Engineer ที่นี้เหมาะกับเราสุด ๆ ณ ตอนนั้น แต่ความตื่นเต้นในสิ่งใหม่ก็อยู่กับเราไม่นานพอเริ่มเข้าปีที่สาม ทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่ “ความตื่นเต้นที่หายไป” วิศวกรหนุ่มไฟแรง ตอนนี้ก็เหลือเพียงไฟที่พอเลี้ยงให้ชีวิตเดินต่อไปได้ ผมเริ่มไม่อินกับงานที่ผมทำ ผมเริ่มหยุดนิ่ง จริง ๆ งานใหม่ก็เข้ามาเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่ผมทำก็เหมือนเดิม - เริ่มจากขายงาน → ออกแบบเบื้องต้น → Deal กับฝ่ายแบบ → ถ่ายงานให้ฝ่ายผลิต” เกิดวัฏจักรแบบนี้ไปทุกๆวัน"
 
ผมเริ่มมีคำถามว่า เราจะอยู่แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน เมื่อไหร่เราจะมีเวลาว่างมาพัฒนาตัวเอง มีงานอะไรมั้ย ที่มีความท้าทายใหม่ในทุก ๆ วัน มีช่องว่างให้เราพัฒนาตัวเองได้ มันเริ่มกลับไปคิดทบทวนว่าตอนจบใหม่ มีงานอะไรบ้างที่เราอยากทำและผมจำได้ดีว่ามีงานหนึ่งผมเคยโทรไปของานเค้าทำ แต่เค้าไม่มีตำแหน่ง Part-Time ให้ทำ นั่นคือตำแหน่งครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง ของ Teach For Thailand ซื้อไอเดียการทำงานที่นี่ด้วยประโยคที่ว่า “เรารวบรวมคนจากหลากหลายอาชีพ มารับรู้ปัญหาการศึกษา แล้วพัฒนาพวกเค้าเป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง ทำงานในโรงเรียน 2 ปี แล้วออกไปผลักดันการศึกษาในวงการของตัวเอง” ผมเชื่อว่าการศึกษาต้องเกิดจากหลายๆภาคส่วนช่วยกันผลักดัน การศึกษาประเทศเราจึงจะสำเร็จทำให้ผมตัดสินใจเข้ามาทำงานที่นี่"



ประสบการณ์ที่ได้มาเป็นครูจริงจังเป็นอย่างไรบ้าง?

พอเราได้เข้ามาทำงานในบทบาทครู สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นปัญหาหนึ่งในการศึกษาไทยคือเรารู้สึกว่าภาระงานของครูมากเกินไปที่ดึงครูออกจากห้องเรียน เวลาทำกิจกรรมของนักเรียนก็มากเกินไปเช่นกัน (ในที่นี้หมายถึงกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของนักเรียน) และสุดท้ายที่นักเรียนไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนนอกจากปัญหาภายนอกทั้งเรื่องครอบครัว ฐานะความเป็นอยู่ หรือสภาพแวดล้อมแล้ว นักเรียนยังมีเวลาเรียนวิชาการที่น้อยมาก ๆ ด้วยทำให้ตัวเขาไม่มีเวลาเพียงพอในการเข้าใจบทเรียนอย่างเพียงพอ วิธีแก้ที่พอทำได้คือการเปิดติวเสริมในคาบสุดท้ายหลังเลิกเรียน

"ก่อนที่ผมจะมาเริ่มสอนที่มัธยมปุรณาวาส เรามีความเชื่อมั่นใจอันแรงกล้า มีอุดมการณ์ยิ่งใหญ่ที่ว่าเราจะทำให้ลูกศิษย์ของเราตระหนักว่า “เค้าไปได้ไกลกว่าสิ่งที่เค้าฝัน” เชื่อมั่นในตัวเองให้มากที่สุด ในช่วงแรกเราคิดว่าการทำงานการศึกษามันคงไม่ยากหรอกกับประสบการณ์งานสอนเกือบ 10 ปีที่เราเคยทำมา รวมไปถึงตอนช่วงอบรมฝึกสอนที่ รร.วัดอ่างแก้วกับทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ ก็ได้ผลตอบรับที่ดีและเราก็ประทับใจมาก ซึ่งคือความประมาทล้วน ๆ"



"เราใช้ทุกวิทยายุทธในการสอนที่ได้ฝึกฝนมาใช้กับนักเรียนมัธยมปุรณาวาสในช่วงแรกๆ เราก็พอจะคุมชั้นเรียนได้บ้าง แต่พอเราสอนไปเรื่อย ๆ ความใจดีของเราทำให้นักเรียนเกรงใจน้อยลง นักเรียนเริ่มป่วนในห้องเรียน ไม่ฟังเวลาที่เรากำลังสอน เราเลยไม่สามารถคุมห้องเรียนซน ๆ ไม่ได้ จนมาถึงจุดที่ทำให้เราจุก นั่นคือคำพูดหนึ่งที่ผมได้ยินแล้วทำให้กำลังใจหดหายไปเลยคือ “เรียนกับครูน้อยไม่ค่อยได้อะไรเลย ให้พวกผมทำแต่กิจกรรม” ด้วยความน้อยใจและคาดหวังว่าอย่างน้อยที่สุดให้นักเรียนได้ความรู้วิชาการติดตัวให้ได้มากที่สุด ครูน้อยจึงอัดแต่ความรู้วิชาการให้นักเรียน จนนักเรียนเริ่มรับไม่ไหว เห็นได้จากคะแนนสอบที่ต่ำลงเรื่อยๆ"

"ตอนนั้นเรารู้สึกเฟลมาก ขนาดที่ไม่อยากไปทำงานตอนเช้า แผนการสอนที่เราเคยตั้งใจวางมันอย่างเป็นระบบก็เริ่มไม่ทำ จนทำให้เรานึกย้อนไปถึงช่วงตอนที่กำลังหมดไฟจากงานวิศวกรที่ตัวเองเคยทำมา และย้อนคำถามกลับไปที่ตัวเองว่า "เราจะเปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ จริงหรอ" ทำให้เรากลับมาอยู่กับความจริงมากขึ้น เริ่มจากเป้าหมายก่อนเลยว่าที่เราวางไว้มันเป็นไปได้จริงแค่ไหน เราเคยคาดหวังว่าเด็กจะต้องแก้สัมการ บวกลบเศษส่วนถูกต้อง แต่เด็กที่เราไปเจอการบวกลบคูณหารพื้นฐานยังไม่แม่นเลย มันก็ต้องเริ่มแก้ไขจากตรงนั้นก่อน"

"พอเราคาดหวังกับตัวเองน้อยลง มองหาจุดบกพร่องและมองเป็นพื้นที่ในการพัฒนาตัวเองไปได้ ก็ทำให้เรามีไฟขึ้นมาอีกครั้งในการทำงานพัฒนานักเรียนต่อไป"



ย้อนมองดูตัวเองในการทำงานที่ผ่านมา เรามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง?

"หลังจากเข้ามาเริ่มสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับนักเรียน โรงเรียนมัธยมปุรณาวาสได้ 1 เทอม ผมรู้สึกว่าผมเปลี่ยนไปพอสมควร ที่พอจะสรุปได้มีประมาณ 2 ด้าน คือ การรู้จักตัวเอง และรู้แนวทางการพัฒนาตัวเองให้ประสบความสำเร็จ - การเข้ามาใน TFT ผมชอบวิชาจิตวิทยามากที่สุด มันทำให้ผมได้รู้จักตัวเอง ผมพึ่งเข้าใจว่าทำไมตอนตัดสินใจ ผมใช้เวลานานมาก สาเหตุก็เพราะเราเป็นคนแบบ Tripple Thinker เราได้ค้นผมว่าคุณค่าที่เรายึดถือมาตลอดคือ คุณค่าในการช่วยเหลือผู้อื่นมันทำให้เรามีความสุข ที่เราอยากสอนนักเรียนเพราะเราไม่อยากให้เค้าติดกำแพงวิชาคำนวณจนทำให้เค้าไม่สามารถทำตามความฝันได้ ที่เราช่วยแนะนำเรื่องไอทีกับเพื่อน ๆ ก็เพื่อเพื่อน ๆ จะได้ทำงานได้ง่ายและเร็วขึ้น"

"พอเรารู้จักตัวเอง เราก็รู้ว่าสิ่งไหนเป็นตัวดึงเราไม่ให้ประสบความสำเร็จ เช่น ความขี้เกียจในงานที่เราไม่อิน ไม่สนใจ เราพยายามบอกกับตัวเองเมื่อทำงานที่เราไม่ชอบ ให้เราอดทนทำ เพื่อองค์ประกอบของเป้าหมายงานของเราจะได้สำเร็จ เราขาดวินัย และการติดตามงานของทั้งตัวเองและนักเรียน เราจึงสร้างกระบวนการที่มันอัตโนมัติให้มากที่สุดเพื่อให้เราไม่ต้องทำงานเยอะ และเราก็รู้ว่า การพัฒนาตัวเองมันต้องใช้เวลา และการพัฒนาการศึกษาก็ต้องใช้เวลา และแรงสนับสนุนจากทุกคนเช่นกัน"



สุดท้ายแล้วคิดว่าอะไรเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดจากประสบการณ์นี้?

"การทำงานก็เป็นอย่างนี้ มีทั้งวันที่เราสดใสเหมือนดวงอาทิตย์แสงจ้าในตอนเที่ยง และบางวันก็มืดหม่นเหมือนกับกลางคืนที่หาแสงสว่างไม่เจอ สุดท้ายเราสอนมา 1 เทอม เราก็ยังควบคุมชั้นเรียนไม่ได้ เรายังไม่สามารถโน้มน้าวให้ลูกศิษย์เห็นความสำคัญและความจำเป็นในการเรียนได้ เราไม่สามารถรั้งนักเรียนบางคนให้อยู่ในระบบการศึกษาได้ เราหลุดโฟกัสกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ เราหลุดแบบแผนที่ฝึกมา แต่สิ่งที่ได้มาบ้างคือ เรามีลูกศิษย์ที่น่ารัก (ในบางเวลา) เรามีเครือข่ายของพลเมืองในอนาคตที่พอจะพูดคุยกับเค้าได้ และเรายังมีความหวังว่าพวกเค้าจะไปได้ไกลกว่าสิ่งที่เค้าฝัน"
ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์
เลขที่ 102 ชั้น 7 อาคารอรรถกระวี 2 ซ.อารีย์ ถ.สุขุมวิท 26
แขวงคลองตัน เขตคลองเตย 10110
ลงทะเบียนรับข่าวสารได้ที่นี่
ติดตามโพสต์ล่าสุดของเรา
© 2018 Teach For Thailand. All rights reserved.
A Partner in the Global Education Network