เรื่องเล่าจากห้องเรียน
Classroom Impact and Inspiration : ความพยายามที่ต้องสำเร็จ


แนะนำตัวเองให้ผู้อ่านรู้จักหน่อยครับ
สวัสดีครับ ชื่ออ้วนนะครับ ณรงค์ชัย เต็นยะ เป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 5 สอนอยู่ที่โรงเรียนวังข่อยพิทยา จ.นครสวรรค์ สอนคณิตศาสตร์ ชั้น ม.1กับ ม.3
ก่อนที่ผมมาเริ่มโครงการ อ้วนทำงานที่สถาบันพัฒนาการเด็กแรกเกิดถึง 5 ขวบ ที่สถาบันเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพ คือช่วงเวลาแรกเกิดถึง 5 หรือ 6 ขวบ คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดต่อการเรียนรู้อันส่งผลต่อการเติบโตในอนาคตของพวกเขา
 
แล้วอะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้อ้วนตัดสินใจเปลี่ยนงาน มาเข้าร่วมกับ Teach for Thailand ครับ 
คือผมสมัครเข้าร่วมมาทั้งหมด 3 ครั้งแล้ว จริงๆแล้วตอนที่จบใหม่ๆ ช่วงปี 2558 ตอนนั้นก็มีความคิดแล้วว่าจะมาเข้า Teach for Thailand เพราะเรามีโอกาสได้รู้จักรุ่นพี่คนหนึ่ง แล้วเค้าก็แนะนำมา ผมสมัครตั้งแต่รุ่นที่ 3 ซึ่งก็ผ่านการคัดเลือกแล้ว แต่ก่อนการเริ่มอบรม ก็มีความจำเป็นในชีวิตต้องเลี่ยงไปทำงานอื่นก่อน แต่ผมก็พยายามเลือกงานที่พัฒนาตัวเองที่จะส่งเสริมเราเมื่อกลับมาทำงานที่ Teach for Thailand ได้ดีขึ้น ผมเลือกทำผู้ช่วยผู้จัดการร้านอาหาร มันได้บริหารจัดการคน พนักงานในร้าน บริหารจัดการหน้าร้าน หลังร้าน การบริการลูกค้าที่เราจะต้อง บริการเค้าให้เค้าประทับใจที่สุด ก็เหมือนกับตอนเราสอนเด็ก เราทำยังไงให้นักเรียนได้ความรู้มากที่สุด ประกอบกับการบริหารจัดการชั้นเรียน เช่นเดียวกับการบริหารคนในร้าน ไปทำตรงนั้นสักระยะหนึ่ง ชีวิตก็หักเหให้เราต้องกลับมาทำงานที่บ้านอีกเพราะตอนนั้นมีบัญหาที่บ้าน พอกลับไปอยู่บ้านได้ติดต่อกับทางโรงเรียนในเรื่องของการทำงานโรงเรียน ทางโรงเรียนจึงรวบรวมเงินจากสมาคมผู้ปกครองมาเป็นเงินเดือนเพื่อจ้างเราเป็นเจ้าหน้าที่พัฒนาผู้เรียน คอยจัดการคนที่ทำงานเกี่ยวกับกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ประสานงานกับองค์กรภายนอกที่เข้ามาอบรมนักเรียน โครงการพัฒนาผู้เรียน เราเชื่อว่าเป็นโอกาสให้กับผู้เรียน เพื่อให้ได้พัฒนาตัวเองระหว่างเรียน ทำงานมาได้สักพัก ผมก็มาสมัคร Teach for Thailand รุ่นที่ 4 แต่ทางครอบครัวก็ยังไม่ได้เอื้อให้ได้เข้ามาทำงาน ทั้งนี้ก่อนการสมัครในรุ่นที่ 5 ก็มาสมัครทำงานที่ใกล้ๆ ออฟฟิต Teach for Thailand ก็คืองานที่สถาบันพัฒนาการเด็ก จากตอนแรกที่ได้บอกไปถึงความสำคัญของพัฒนาการเด็กจึงทำให้เรายิ่ง เข้าใจพื้นฐานของเด็กมากขึ้น พยายามเรียนรู้ทุกอย่างเพื่อเสริมเราในการทำงานที่ Teach for Thailand



เมื่อเราได้เข้ามาทำงานใน Teach for Thailand รุ่นที่ 5 แล้ว เล่าประสบการณ์การสอนเทอมแรกให้ฟังหน่อย
เราไม่เคยรู้สึกว่ามีจุดไหนที่เรารู้สึกไม่ดีมากๆ เพราะเราพยายามมองทุกอย่างที่เข้ามาในเรื่องของโอกาสและทางที่สร้างสรรค์เสมอ เพราะเราพยายามมองทุกอย่างให้เป็นเชิงบวกทุกอย่างเท่าที่เราทำได้ แต่ถ้าเป็นจุดพีคๆ ของผมคืองานที่เราได้ทำในโรงเรียน

เช่นการเขียนแผนสำหรับโครงการต่างๆที่เคยทำ คือเราพยายามเขียนแผนเพื่ออุดช่องโหว่ของปัญหาทุกสิ่งที่เราคาดว่าจะเกิดขึ้น แต่พอมาเป็นแผนการสอนในโรงเรียนกับสถานการณ์ของเด็กที่โรงเรียนจริง มันอาจไม่ได้เป็นแบบนั้น เราต้องเปลี่ยนชุดความคิดใหม่ เพื่อวางแผนในเชิงบวกที่ส่งเสริมนักเรียนของเรา เพื่อลดการตีตรา การมองเห็นแต่ปัญหา หรือการคาดหวังโดยไม่รู้ตัว ตอนแรกเราจะมารักษาความรู้สึกเชิงบวกแค่ก่อนเข้าห้องเรียนไม่ได้ เราต้องรักษาความคิดเชิงบวกตั้งแต่เราวางนิ้วบนคีย์บอร์ดเพื่อเขียนแผนกิจกรรมที่เราจะใช้ในห้องเรียน พอเราไปเจอพฤติกรรมของนักเรียนที่จะเกเร หรือดื้อ เราก็จะหาคำพูดเชิงบวกมาสนับสนุนเค้าได้ ใช้รูปแบบ Positive Framing ที่เราได้เรียนรู้มา เช่น เจอเด็กที่จะหลับ หรือ ไม่ตั้งใจเรียน เราก็เดินไปหาเค้าเป็นรายคน เช่น เรามีโจทย์ 5 ข้อให้ในห้องทำ เราก็ผลักดันให้นักเรียนพยายามทำให้ได้ 1 ข้อก่อนเพื่อให้เค้าเกิดความสนใจในการลองทำจากจุดเล็กๆ ที่ไม่ได้ไกลตัว แล้วค่อยๆต่อยอดไป แล้วเราก็พูดชื่นชมเค้า หรือ ถ้าเค้าไม่มีอุปกรณ์การเรียน เราก็ถามเพื่อนๆว่ามีคนไหนให้ยืมได้บ้าง เราจะทำให้บรรยาการเป็นเชิงบวก เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมและโดยพื้นฐานของนักเรียนในชนบทแล้ว พวกเขามีน้ำใจอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ไม่มีเหตุการณ์ที่เราไปดุ ไปด่า ไปว่าเค้า หรือไปพูดเชิงลบกับเค้า เราก็โอเคกับตัวเองที่ เรียนรู้กับการจัดการอารมณ์ของตัวเองหรือภาวะบางอย่างที่จะส่งผลกระทบต่อเด็กครับ 



เมื่อเรามองทุกอย่าง อย่างบวกจริงๆในความรู้สึกของเรา เราพยายามมองบวกแม้กระทั่งงานที่ ผอ.เสนอให้เรารับผิดชอบงานห้องสมุด เราพยายามมองทุกอย่างเป็นโอกาส เรามองว่าที่เรากำลังพยายาม เรากำลังพยายามทำเพื่อใคร เด็กๆใช่ไหมที่จะได้รับประโยชน์จากตรงนี้ เราเลยย้ายโต๊ะทำงานไปไว้ห้องสมุด เรามองว่าห้องสมุดเป็นแหล่งเรียนรู้ คนที่ใช้บริการคือเด็ก เราเองก็มีบทบาทหน้าที่ตรงนั้นที่ต้องสื่อสารและทำงานกับเด็ก ดังนั้นเราไม่ควรปฏิเสธงานที่เราทำเพื่อเด็ก ตอนนั้นเลยตัดสินใจที่จะรับงานนี้ เราเลยพยายามทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ โดยมองทุกอย่างเป็นโอกาส ซึ่งเราก็รู้สึกว่าตอนนี้งานที่โรงเรียนมอบให้มันก็ค่อนข้างเยอะ เช่นทำ SWOT วิเคราะห์โรงเรียน ทำรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเสนอโครงการให้กับผู้บริหาร หรือ สรุปโครงการให้โรงเรียน โดยผมพยายามทำให้ห้องสมุดเป็นแหล่งเรียนรู้อีกแห่งให้นักเรียน ผมว่ามันเป็นการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติมากกว่าในห้องเรียนครับ 

โดยห้องสมุดตอนแรกเหมือนห้องเก็บของ ฝุ่นเต็มไปหมด อาจจะยังไม่ได้จัดให้เป็นระบบเท่าไหร่ โดยผมพยายามทำทุกอย่าง เท่าที่ทำได้ เนื่องจากครูที่โรงเรียนมีไม่เยอะ ผมก็ไมอยากให้กระทบทั้งเวลาสอนและค่าใช้จ่าย เลยต้องทำโครงการรับบริจาคขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านทรัพยากรที่มีอยู่


 
เราคิดว่าจำนวนครูน้อยมีผลดีผลเสียอะไรบ้าง
โดยในโรงเรียนมีนักเรียน 200 กว่าคน ครูประมาณ 20 คน ผมคิดว่าเป็นทั้งจุดที่ดีและข้อจำกัดครับ ข้อเสียที่เห็นได้ชัดคือ ครู 1 คนก็รับภาระงานที่มากขึ้น ส่วนข้อดีคือ เรามีกันน้อยสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง เพื่อนครูพร้อมรับฟังที่เราเสนอไป หลังจากดำเนินโครงการในเทอมที่ผ่านมา ทำให้เราได้วางแผนในการทำโครงการนี้ต่อไปในปีการศึกษา 2562 โดยเสนอโครงการให้กับทางโรงเรียน ด้วยงบประมาณ 35,000 บาท เพราะเค้าเชื่อว่าเราสร้างประโยชน์ให้เค้าได้ 
 
พอได้เข้ามาในโรงเรียนแล้ว เราเจออะไรในโรงเรียนที่ดูผิดปกติมั้ย
วันหนึ่งผมได้มีโอกาสพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนกับผู้อำนวยการโรงเรียน ผมจึงได้เสนอหรือให้ความคิดเห็นท่านไป ประเด็นหนึ่งคือ จำนวนครูน้อย และภาระงานที่ครูต้องรับผิดชอบฝ่ายต่างๆนอกจากงานสอนแล้ว ก็มีจำนวนมาก ทำให้เกิดมีการจัดครูวิทย์ไปสอนสังคม ครูสังคมไปสอนภาษาไทย คือเกิดเหตุการณ์แบบนี้จำนวนมาก ทำให้สะท้อนถึงคะแนนโอเน็ตที่น้อยลง ยิ่งวิชาคณิต รายวิชาเพิ่มเติม คุณครูต้องนำเนื้อหาพื้นฐานมาสอน เพราะศักยภาพนักเรียนเรา แค่พื้นฐานอาจเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขา ทำให้เนื้อหารายวิชาเพิ่มเติมที่นักเรียนจะได้ก็อาจขาดไป เหมือนวิชาประวัติศาสตร์เนื้อหาต้องเป็นสากล แต่ครูก็สอนตามกำลังของครูที่ทำได้ สอนตามกำลังของครูที่ทำได้ พอเป็นอย่างนี้ นักเรียนที่จะไปเรียนต่อ ม.3 ม.6 ก็ขาดศักยภาพที่จะไปแข่งขันกับโรงเรียนอื่น ที่จัดสอนเนื้อหารายวิชาที่ครบกว่านี้


            
มีวิธีจัดการปัญหา กิจกรรมดึงเวลาเรียนของเด็กไป และภาระงานนอกเวลาสอนที่มากขึ้นทุกวัน หรือไม่
พยายามเลือกรับงานที่ทำให้เกิดประโยชน์จริงๆ และปฏิเสธงาน ในงานที่เราไม่ไหวจริงๆ ประกอบกับเรามีเพื่อนครู Teach for Thailand 2 คน เราก็แบ่งงานกัน เช่นการเก็บข้อมูล เนื่องจากเด็กมีจำนวนน้อย เราเลยเก็บข้อมูลได้หลายอย่างโดยที่ไม่เหนื่อยมาก ส่วนในการทำงานกับเพื่อนครู Teach for Thailand ก็ราบรื่นในการทำงาน แต่ในด้านบุคคลิกเรา 3 คน เป็นคนไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยได้ให้ความคิดเห็นกัน เพราะว่าเราเกรงใจและเคารพการทำงานของแต่ล่ะคน ทำให้ขาดการให้ความคิดเห็นเพื่อการพัฒนา ซึ่งผมว่ายังต้องมีการปรับตัวอีกพอสมควร เพื่อพัฒนาให้เห็นภาพชัด เหมือนเทอมที่ผ่านมานักเรียน ม.3 ได้เรียนกับครู Teach for Thailand ทั้ง 3 วิชา มันน่าเห็นการพัฒนาได้มากกว่านี้ 
 
แล้วปัญหาอะไรบ้างในชุมชนที่ส่งผลต่อการเรียนของนักเรียน?
ชุมชนจะไม่มีรั้วไม่มีขอบเขตที่แน่นอนของโรงเรียน ทำให้คนในชุมชนเข้ามาได้ ในชุมชนมีปัญหาเรื่องยาเสพติด ในโรงเรียนก็พบเจอการสูบบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากในโรงเรียนมี ฉี่สีม่วง 7-8 คน ในชุมชนมีสภาพแบบป่าเขา ทำให้ผู้ค้ายาสามารถนัดเด็กเข้าไปมั่วสุมกันในป่าได้ จนทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาบ้าง ส่วนเรื่องปัญหาชู้สาวก็มีบ้าง คือสังคมต่างจังหวัดถ้าเกิดรู้ว่าเด็กมีอะไรกันก็จับแต่งงานเลย ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาเหมือนกัน 

"การแก้ปัญหาของผมคือการคุยกับเด็ก ทำให้เค้ามั่นใจว่ายังมีครูที่เข้าใจเค้า ไม่ดุหรือด่าเด็ก"

โดยก็มีประสานกับครูฝ่ายปกครองเพื่อตักเตือนพฤติกรรมเด็ก ซึ่งเด็กก็กลัวอยู่แล้ว ส่วนเราก็พยายามชี้ให้เค้าเห็นว่าสิ่งที่เด็กทำส่งผลกระทบกับเค้าอย่างไร ให้เด็กตระหนักด้วยตนเองเลยว่า การกระทำของเค้าดีหรือไม่ดี เค้าควรจะรู้ว่าบางสิ่งที่เค้าทำคือการทำผิดนะ และเค้าควรรู้วิธีแก้ไขปัญหานั้นด้วย
ผมอยากให้ลูกศิษย์ผมโตขึ้น อย่างเป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุผล เช่น จากกิจกรรมวันคริสต์มาสที่ให้เด็กได้พูดคุยเพื่อวางแผนการทำงานร่วมกัน ก็เกิดปัญหาเด็กไม่เข้าใจกัน พูดจาโจมตีซึ่งกันและกัน และขาดการร่วมมือกันทำให้งานสำเร็จ ผมจึงต้องพูดคุยกับเขา ฝึกฝนให้พวกเขาพูดคุยและสื่อสารกันอย่างมีเหตุผล


 
ตลอด 1 เทอมที่ผ่านมาตัวเราได้เปลี่ยนไปยังไงบ้าง
เรารู้สึกว่าเราเก่งขึ้นในการคุมสติและอารมณ์ของตัวเอง พร้อมรับกับสถานการณ์ทุกอย่างได้เมื่อเราเผชิญกับมัน ปกติเป็นคนคิดมากและกลัว อย่างเช่น กิจกรรม AC ตอนคัดเลือกครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง เรามีความเกรงใจ กลัวคำพูดเรากระทบกับความรู้สึกคนอื่น แต่สุดท้ายเราได้เรียนรู้การจะพูดการจะสื่อสาร เราจะยึดที่เจตนาของเราจริงๆ ก่อนเราจะสื่อสารออกไป ถ้าเรารู้สึกว่าการที่เราพูดจะส่งผลกระทบเชิงบวกยังไง เราก็พูดอย่างนั้น เรารู้สึกสบายใจมากที่ตอนอยู่โรงเรียนเราสามารถคุยงาน ประสานงานกับคนอื่นได้

ในมุมนักเรียน นักเรียนบอกว่าช่วงแรกผมจะขี้บ่น เพราะเรามักบอกความหวังดีไปให้หมด ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อสำหรับพวกเขาหน่อย แต่ตอนหลังเขาก็เข้าใจและมีท่าทีที่กล้าที่จะเข้าหาเรามากขึ้น ไม่กล้าๆกลัวๆ เหมือนตอนแรก ประกอบกับกิจกรรมต่างๆ เช่น ห้องสมุด โครงการเศรษฐกิจพอเพียงฯลฯ ทำให้เราสนิทมากขึ้น เด็กเข้ามาร่วมกิจกรรมมากขึ้น เด็กจะเห็นว่าเราทำเพื่อเค้า เค้าก็รู้ว่าเค้าจะได้ประโยชน์อะไรเมื่อเข้าร่วมกิจกรรม

สุดท้ายอยากฝากบอกอะไรคนรุ่นใหม่ที่อยากทำงานเพื่อสังคมบ้าง
ผมคิดว่าปัญหาสังคมเรามีค่อยข้างมากนะครับ เราอย่าคิดว่าปัญหาเหล่านี้เราไม่ได้ผลกระทบอะไร เพราะหากเรายังเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอยู่แล้ว และสังคมต้องก้าวไปในวันข้างหน้าต้องอยู่อีกหลายร้อยปี เหตุผลที่ผมมาทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กเพราะผมคิดว่า พอสร้างคนรุ่นใหม่ให้พัฒนาสังคมได้ และช่วงชีวิตเราที่เรายังพอทำอะไรได้ พอเราร่วมมือกันมันจะเกิดผลกระทบและพลังที่ใหญ่มาก กลับมาสู่สังคมปัจจุบันที่คนลดปฏิสัมพันธ์กัน เรารู้ว่าปัญหาคืออะไร ทำให้เรามีความเห็นแก่ตัว ผมจึงอยากฝากให้น้องๆว่า ถ้าเราลดความคิดถึงส่วนตัว และหันมาคิดถึงส่วนรวมมากขึ้น ผมคิดว่าสังคมมันจะเป็นสังคมที่น่าอยู่ยิ่งขึ้นแน่นอน
ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์
เลขที่ 102 ชั้น 7 อาคารอรรถกระวี 2 ซ.อารีย์ ถ.สุขุมวิท 26
แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
ลงทะเบียนรับข่าวสารได้ที่นี่
ติดตามโพสต์ล่าสุดของเรา
© 2018 Teach For Thailand. All rights reserved.
A Partner in the Global Education Network