เรื่องเล่าจากห้องเรียน
Classroom Impact and Inspiration: จาก ‘ลูกศิษย์’ สู่ ‘รุ่นน้อง’ โดยครูแม็พ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 4


จาก ‘ลูกศิษย์’ สู่ ‘รุ่นน้อง’

ระหว่างที่ผมกำลังเลื่อนฟีดเฟซบุ๊ก สายตาก็ได้ไปสะดุดกับโพสต์หนึ่งของครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 4 กับภาพเขาและนักเรียนในชุดนักเรียน พร้อมอีกภาพที่เป็นบทสนทนาในไลน์ที่เล่าเรื่องของเด็กคนนั้นกับการศึกษาต่อที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เรื่องราวแบบนี้ถ้าเป็นในหน้าฟีดของหลาย ๆ คน อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่กับบริบทของนักเรียนในโครงการทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายและน่าสนใจมาก 

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมพาตัวเองไปคุยกับครูแม็พ จีรพันธ์ จารุเดชารัตน์ ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงแปลงรุ่นที่ 4 ที่กำลังสอนอยู่โรงเรียนมัธยมวัดดาวคนอง ในวิชาภาษาอังกฤษ ก่อนที่มาเป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ แม็พเป็นนักศึกษาที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ ด้วยคะแนนเกียรตินิยม



ช่วยเล่าที่มาที่ไปให้ฟังถึงเส้นทางจากลูกศิษย์สู่การเป็นรุ่นน้องให้ฟังหน่อยครับ

“เริ่มแรกเลย ผมสังเกตเห็นเด็กนักเรียนคนนี่ ที่ดูภายนอกไม่ใช่เด็กเรียบร้อย ไม่ใช่เด็กที่พร้อมจะทำตามกฎต่างๆที่โรงเรียนได้ตั้งไว้เลย แต่กลับเป็นหนึ่งในนักเรียนที่ได้รับคัดเลือกให้ไปแข่งขันในรายการต่างๆมากมายของโรงเรียน ทั้งด้านวิชาการ และด้านกีฬา เด็กนักเรียนคนนี้ก็ไป” ครูแม็พเกริ่นให้ฟังเกี่ยวกับ ‘นิล’ ลูกศิษย์คนดังกล่าว

“จนกระทั่งเมื่อครูแม็พกับครูชัดเจน (ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 4) ได้มีการจัดติวแกทให้นักเรียนม.6 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นการจัดติวที่ไม่ได้บังคับ แล้วแต่ความสมัครใจของนักเรียน ก็ยิ่งทำให้รู้จักตัวตนของ นิล มากขึ้น ว่าที่ผ่านมาเคยประพฤติตัวอย่างไร เคยผ่านเรื่องร้ายแรงมามากมายเพียงใด และเคยประพฤติตัวในด้านที่ไม่ดีมาก็มาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียนนั้นคือการเข้ามาติวเป็นประจำและตรงเวลาทุกครั้ง และเขาเป็นนักเรียนที่ขอให้สอนต่อ ทั้ง ๆ ที่นักเรียนหลายๆคนเหนื่อยล้าแล้ว เลยเป็นที่มาที่ผมได้พูดคุยกับเขาเรื่องอนาคต และเรื่องเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยตามความฝันของเขา”

ด้วยความที่เด็กหลายคนรวมถึงเด็กคนนี้พื้นฐานทางบ้านค่อนข้างลำบาก ทำให้ไม่มีเงินเพียงพอในการไปเรียนพิเศษและต้องอาศัยการติวในคาบเรียนและการติวฟรี แรงผลักดันที่ต้องการผลักดันตัวเองไปใช้ชีวิตออกจากบริบทเดิม ๆ จากบริบทความแออัดในเมืองไปสู่การเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ท่ามกลางคำดูถูกและความไม่เชื่อมั่นของคนรอบข้าง ทำให้เป็นแรงผลักดันให้นิลอยากลองซักตั้ง

“สังคมที่นี่มันมีความท้าทายมาก สิ่งแวดล้อมรอบข้างมีทั้งเรื่องยาเสพติด ความรุนแรง ติดศูนย์ เป็นเรื่องปกติ และไม่ได้คิดจะผลักดันตัวเองให้หลุดพ้นจากสังคมเดิม ๆ หลายคนมาด้วยความคิดที่ว่าโรงเรียนนี้จบง่าย เข้ามาเพียงต้องการวุฒิมัธยม 3 แล้วก็ไปใช้ชีวิตข้างนอก -- ออกไปอยู่กับแฟน ทำงานรับจ้างทั่วไป วินมอเตอร์ไซต์ หรือ ที่เยอะในชุมชนดาวคนองคือไปรับเชิดสิงโต”



จากที่เล่ามาดูแล้วไม่ใช่โจทย์ที่ง่ายเลย ตอนนั้นทำอย่างไรบ้าง ?

“ผมกลับมามองที่ตัวเองแล้วคิดว่าคงเสียดายได้มากแน่ ๆ หากผมไม่ได้ช่วยดันให้นิลไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย เพราะเขามีศักยภาพที่จะไปถึง เป็นคนเก่งมาก ๆ เหมือนกับเด็กหลาย ๆ คนที่นี่ แต่เพียงเพราะสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อทำให้โอกาสนั้นอาจจะหลุดลอยไป ซึ่งผมเชื่อสุดใจว่าเขาไปไกลได้มากกว่านี้ แค่เพียงต้องมีคนไปช่วยชี้นำและสนับสนุน” 

เราเลยเริ่มมากางเลยว่านักเรียนอยากจะเข้าคณะไหน ซึ่งได้คณะที่ลิสต์ไว้ที่เป็นเป้าในการศึกษาต่อมีทั้งหมด 3 คณะ ได้แก่ บริหารธุรกิจ สังคมศาสตร์ และ เศรษฐศาสตร์ กับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในคณะเหล่านี้ แน่นอนว่าเป็นงานที่ท้าทายสำหรับทั้งนิลและครูแม็พ

“ตัวผมเองตอนที่ได้ยินนักเรียนเล่าให้ฟังครั้งแรก ผมก็คิดว่ามันท้าทายมาก ๆ ครับ ที่เด็กคนนึงจากบริบทตรงนี้จะไปยืนที่จุดนั้น”

“แต่เมื่อมองไปที่สายตาอันมุ่งมั่นและฟังน้ำเสียงที่ตอบกลับมา ผมรู้ว่าเขาเอาจริง และเมื่อเราได้เห็นแบบนั้น ก็ทำให้เราอยากจะลองซักตั้งเพื่อให้นักเรียนของเราได้ทำความฝันของเขาให้เกิดขึ้นจริง” 

นั่นทำให้ครูแม็พเริ่มกางแผนในการติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาเชียงใหม่ ในใจครูแม็พก็ยังแชร์กับเราอยู่เหมือนกันว่า ลูกศิษย์ของเขาจะอ่านหนังสือได้อย่างต่อเนื่องขนาดไหน เพราะนักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนต้องยอมรับว่า หลายคนก็ถอดใจไปกลางทางอยู่เยอะเพราะต้องอาศัยความสม่ำเสมออย่างสูงในการทบทวน

ตารางการติวของนิลและครูแม็พ จะเริ่มตั้งแต่หลังเลิกเรียน โดยตั้งแต่เวลา 4 โมงถึง 6 โมง และหลังจากกลับบ้านไปแล้วต้องอ่านหนังสือติวสอบเพิ่มเติมอีกจนถึงเที่ยงคืนเพื่อให้ทันและพร้อมในการไปสอบ หลังจากนั้นตื่นมาตอน ‘ตี 4’ อีกเพื่อที่จะต้องทบทวนที่อ่านไปก่อนจะมาโรงเรียนโดยทำแบบนี้อยู่เกือบเดือนนิด ๆ หลายครั้งที่ครูแม็พก็พาลุยข้อสอบให้ในวันเสาร์และอาทิตย์ด้วย บวกกับภาระของนิลที่มีอยู่แล้ว ทั้งช่วยงานบ้าน ทำงานหาเงิน ทำงานที่โรงเรียน และอื่นๆ

“ปกติเวลานัดกับเด็กนักเรียน เรานัดเขาบ่ายโมงเขาอาจจะมาเลทเป็นชั่วโมงไปเลย แต่กับนิลคือตรงเวลาที่นัด”

“สิ่งที่อึ้งกว่าคือ ผมและนิลก็ได้สร้างสถิติใหม่ในการติวส่วนตัวไปเรียบร้อย ตะลุยติวกันตั้งแต่บ่ายโมงถึงหนึ่งทุ่มครึ่ง ใช้เวลาในการลุยทั้งหมด 6 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งผมไม่เคยเจอเด็กคนไหนที่มุ่งมั่นขนาดนี้ แทบจะไม่ได้พัก มีเพียงแค่การลุกไปเข้าห้องน้ำบ้างเท่านั้น”



ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไรบ้าง ?

พอฟังมาถึงจุดนี้ ผมถามครูแม็พไปต่อว่า เพราะอะไรทำไมนิลถึงมุ่งมั่นกับเป้าหมายการสอบเข้ามากมายขนาดนี้ ซึ่งครูแม็พบอกกับผมว่า “เด็กทุกคนมีภาพฝันครับ แต่หลายคนไม่เคยมีใครมาวาดให้เค้าดูว่า ภาพฝันดังกล่าวมันจะไปถึงได้อย่างไร พอเขาได้เห็นว่าถ้ามีการวางแผน ลงมือทำ มันไปถึงได้จริง ๆ มันเป็นพลังงานสำคัญที่ทำให้คน ๆ หนึ่งมีแรงผลักดันไปสู่ภาพฝันนั้น เพราะเขารู้แล้วว่ามันเกิดขึ้นได้จริง และไม่ได้มีแค่ผมแต่มีครูชัดเจน และครูท่านอื่น ๆ ที่เชื่อมั่นในตัวเขาและคอยสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง”

หลังจากนั้นก็มีการติวอย่างต่อเนื่องทั้งภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ จนผลสอบออกมา มันอาจไม่ใช่คะแนนสูงจนอะไรมากมาย แต่คือเยอะกว่าตอนที่ให้ซ้อมทำ 10% (ตอนซ้อมได้ประมาณ 20% คะแนนโอเน็ตอังกฤษออกมาจริงคือ 30%) โดยได้คะแนนโอเน็ตเลขคือได้ที่ 1 ของโรงเรียน กระนั้น การเตรียมตัวก็ยังคงทำต่อไปผ่านการเตรียม Portfolio เพื่อใช้ในการประกอบยื่นเข้าคณะตามเป้าหมาย

ตัวนิลเองไม่มีเงินซื้อ Portfolio มาทำ รวมถึงไม่มีเงินไปปริ้นท์ ที่บ้านไม่มีคอมพิวเตอร์ ทำให้ต้องมาทำที่โรงเรียนกับครูแม็พ ซึ่งหลายครั้งครูแม็พก็บอกกับนิลว่าถ้าไม่มีเงินไม่เป็นไรจะช่วยซื้อพอร์ทให้ วันไหนมาโรงเรียนก็มีเลี้ยงข้าวบ้าง 

จนมาถึงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประโยคสั้น ๆ แต่มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับครูแม็พว่า “จารย์ ผมติดแล้วครับ” กับคณะเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นรางวัลที่มีค่าอย่างยิ่งช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาของทั้งครูแม็พและนิล 

การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ของนิล ไม่เพียงแต่พิสูจน์ความอดทนและสม่ำเสมอต่อเป้าหมาย แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้โรงเรียนได้เห็นความเป็นไปได้ในการพาเด็กนักเรียนไปสู่ศักยภาพสูงสุด นั่นทำให้ทางผู้อำนวยการโรงเรียนได้จัดคาบการแนะแนว ที่นำโดยครูแม็พและครูชัดเจน ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 4 รวมถึงนิล ที่ตอนนี้เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียน มาแนะนำแนวทางการเตรียมความพร้อมให้แก่รุ่นน้องเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่อไป



แล้วเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้อะไรกับครูแม็พบ้าง ?

“มันก็เปลี่ยนเราเยอะเหมือนกันครับ เราไม่คิดว่าเราจะเปลี่ยนตัวเราเองได้ ทุ่มเทกับความสำเร็จของคนอื่นได้เท่ากับที่เราทำให้ตัวเองได้มากขนาดนี้ เราโตขึ้นผ่านการทำงานร่วมกับคนอื่นที่มีความต้องการหลากหลายได้ดีมากขึ้น”

“อีกอย่างหนึ่งที่เปลี่ยนไป คือเราได้เข้าใจสังคมมากขึ้นในมุมที่เราเคยคิดว่าต้องเป็นแบบหนึ่ง แต่ในความจริงแล้วมันมีรายละเอียดมากกว่าที่เราคิด เด็กคนหนึ่งที่เราเห็นเขาดูเกเร เป็นปัญหาสังคม แว๊นซ์ตีกัน ไม่ใช่ทุกคนในนั้นที่เป็นแบบนั้น หรือถึงแม้เป็น ประสบการณ์ตรงนี้ทำให้เราได้เจอเขาอีกด้านหนึ่งที่หลายคนอาจจะคิดไม่ถึง”

“ในมุมนึงเราก็รู้สึกเสียดายที่เด็กหลายคนที่มีศักยภาพยังไม่ได้ถูกดูแลอย่างทั่วถึง แต่เราก็เชื่อมั่นว่ายังมีเด็กอีกหลายคนที่สามารถไปไกลได้แบบนิล แค่เพียงคนรอบข้างมีความเชื่อม้่นและสนับสนุนความตั้งใจของเด็ก ๆ อย่างแท้จริงครับ”

---
ขอบคุณรูปภาพจาก: 
Facebook Page: โรงเรียนมัธยมวัดดาวคนอง
ผู้อำนวยการและคณะครูโรงเรียนมัธยมวัดดาวคนอง
จีรพันธ์ จารุเดชารัตน์ (ครูแม็พ), จิรากิตติ์ แสงลี (ครูชัดเจน), วรกัญญา มีสุข (ครูปอมปอม) ,เติมพงศ์ กิจจานุลักษ์ (ครูบุ๊คบิ๊ก)
ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์
เลขที่ 102 ชั้น 7 อาคารอรรถกระวี 2 ซ.อารีย์ ถ.สุขุมวิท 26
แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
ลงทะเบียนรับข่าวสารได้ที่นี่
ติดตามโพสต์ล่าสุดของเรา
© 2018 Teach For Thailand. All rights reserved.
A Partner in the Global Education Network